ความรู้เกี่ยวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(ต่อ) 4

ความรู้เกี่ยวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(ต่อ) 4

 

เทคโนโลยีด้านการพิมพ์แพร่หลาย และวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนในปัจจุบันสามารถพิมพ์หนังสือต่างๆ ได้เป็นจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยราคาที่ไม่สูงนัก

                หนังสือเล่ม (books) ที่เราพบเห็นกันอยู่ทั่วไปนั้น นักวิชาการบางคนจัดเป็นสื่อมวลชนประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ และภาพยนตร์ ทั้งนี้โดยมีความเห็นว่าขั้นตอนของการผลิตสารเช่น การเขียน การบรรณาธิการ การออกแบบ การจัดหน้าตลอดจนการพิมพ์มีลักษณะเช่นเดียวกันกับหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร นอกจากนั้นการจำหน่ายเผยแพร่ก็มุ่งถึงผู้อ่านจำนวนมากเช่นกัน อย่างไรก็ดีนักวิชาการบางคนก็ไม่ยอมรับว่าหนังสือเล่มเป็นสื่อมวลชน เพราะหนังสือเล่มส่วนใหญ่เข้าถึงผู้สนใจเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ไม่เหมือนกับหนังสือพิมพ์ทั่วไปที่แพร่หลายถึงผู้อ่านทั่วไปกว้างขวามกว่า เช่น ตำราเรียนที่อ่านกันเฉพาะนักเรียน นักศึกษา และครูบาอาจารย์เป็นส่วนใหญ่ นวนิยายก็อ่านกันเฉพาะผู้สนใจซื้อเท่านั้นหนังสือเด็กก็นิยมกันเฉพาะในกลุ่มเด็กกลุ่มเดียว

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาการเผยแพร่ของข่าวสารต่อชิ้นแล้วนับว่าหนังสือเผยแพร่ถึงผู้รับในอัตราที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสื่อหนังสือพิมพ์หรือวิทยุโทรทัศน์ ในสหรัฐอเมริกาหนังสือที่ขายดีที่สุดยังขายไม่เกิน 2 ล้านเล่ม ในขณะที่รายการโทรทัศน์ดีๆ มีคนชมมากกว่า 20 ล้านคน ในเมืองไทยก็เช่นเดียวกันหนังสือขายดีอย่างมากก็ไม่กี่หมื่นเล่ม ในขณะที่หนังสือพิมพ์จำหน่ายได้เป็นแสนต่อฉบับ และรายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ บางรายการมีคนฟังและชมนับล้านคนพร้อมกัน ถ้ามองในแง่บทบาทหน้าที่ในการให้ความบันเทิงเท่านั้นหรือบางเล่มก็มุ่งให้ความรู้ทางด้านเดียว ในขณะที่หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารมักจะมีบทบาทหน้าที่ในหลายๆด้านพร้อมกันเช่น แจ้งข่าวสาร ให้ความรู้ แสดงความคิดเห็น ให้ความบันเทิงและเป็นสื่อธุรกิจ เป็นต้น

                แม้จะมีความคิดเห็นแตกต่างกันในเรื่องที่ว่าหนังสือเล่มเป็นสื่อมวลชนหรือไม่ก็ตามแต่ความจริงอันหนึ่งที่ทุกคนยอมรับก็คือ หนังสือมีบทบาทอย่างมากต่อความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ชาติ หนังสือเป็นสื่อที่สืบทอดความรู้ทางวิทยาการตลอดจนศิลปวัฒนรรมของมนุษย์จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งไม่ให้หมดสิ้นสูญหาย หนังสือนอกจากเป็นสื่อดังกล่าวแล้วยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของสังคมมนุษย์ด้วย มนุษย์เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากหนังสือ แม้ว่าหนังสือจะเป็นสื่อที่ทันเวลาทันเหตุการณ์น้อยกว่าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารก็ตาม แต่หนังสือมักจะมีอายุยืนนานกว่าและอ่านได้ทุกกาลเวลาไม่ล้าสมัย

                ในปัจจุบันนี้ตลาดหนังสือทั่งโลกกำลังขยายตัวเพราะมีคนอ่านหนังสือมากขึ้น แม้ว่าจะมีวิกฤตการณ์เรืองกระดาษพิมพ์ขึ้นราคา ทำให้ต้นทุนราคาหนังสือสูงขึ้นตาม แต่จำนวนผู้อ่านก็ไม่ลดลง ในเมืองไทยมีสำนักพิมพ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง พิมพ์หนังสือประเภทต่างๆ ออกตำหน่ายมากมายับไม่ถ้วน สำนักพิมพ์เก่าแก่ที่แฟนที่แฟนหนังสือรู้จักกันดี เช่น บรรณกิจ ประพันธ์สาส์น  ผ่านฟ้าวิทยา โอเดียนสโตร์ ยังคงผลิตหนังสือต่างๆ ออกมาให้อ่านกันอยู่เสมอ ส่วนสำนักพิมพ์ที่พิมพ์ตำราเรียนต่างๆ ที่นักเรียนนิสิตนักศึกษารู้จักกันดีก็ได้แก่ คุรุสภา ไทยวัฒนาพานิช วัฒนาพานิช อักษรเจริญเจริญทัศน์ ธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์เป็นต้น สำหรับสำนักพิมพ์ต่างๆนั้นได้แก่ ศึกษิตสยาม เคล็ดไทย ดวงกมล ธนบรรณ มติชน การเวก ปิยะศาส์น ทานตะวัน เทียนวรรณ ดวงดาว จตุจักร ต้นหมาก ต่วย ตูน ฯลน บางสำนักพิมพ์ก็เน้นหนังสือประเทืองปัญญา บางสำนักพิมพ์ก็ผลิตแต่หนังสือแปล และบางสำนักพิมพ์เฉพาะหนังสือที่ให้ความรู้หรือแนะแนวทางไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจด้านต่างๆ แตกต่างกันไป

ประเภทหนังสือเล่ม

            หนังสือเล่มทั่วไปสามารถแยกแยะเป็นประเภทต่างๆ ได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายในการแบ่งประเภท โดยทั่วไปอาจกล่าวได้ว่าหนังสือเล่มแบ่งได้ตามลักษณะเนื้อหา ตามวัตถุประสงค์การใช้ ตามวิธีการเขียน และตามลักษณะรูปเล่ม

1.  การแบ่งตามลักษณะเนื้อหา

                การแบ่งตามลักษณะเนื้อหานี้สามารถแบ่งได้หลายวิธี คือ

                1.1  หนังสือนวนิยายและไม่ใช่นวนิยาย (fiction and non- fiction) หนังสือนวนิยายนั้นหมายถึง หนังสืที่แต่งขึ้นมาโดยผู้ประพันพ์หรือนักเขียน อาจจะจะแต่งขึ้นมาจากจินตนาการหรือประสบการณ์ของตนเอง หรือจากเรื่องจริงที่ผู้ประพันธ์นำมาเป็นเค้าโครงเรื่องในการเขียนเป็นนวนิยาย นวนิยายอาจจะเขียนเป็นเรื่องยาวหรือเรื่องสั้นก็ได้

                       สำหรับหนังสือที่ไม่ใช้นวนิยายนั้นได้แก่หนังสือความรู้ ความคิดเห็น สารคดี ตลอดจนตำราเรียนต่างๆ

                1.2  หนังสือเรียนและหนังสือจำหน่ายทั่วไป (textbooks and trade books) หนังสือเรียนหมายถึงหนังสือที่ใช้ประกอบการเรียนในวิชาต่างๆ ทุกระดับชั้น ปกติหนังสือเรียนแบบเรียนหรือตำราเรียนจะมีจำนวนขายหรือจำนวนผู้อ่านค่อนข้างแน่นอนกว่าหนังสือประเภทอื่น เพราะมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนคือนักเรียน นิสิต  นักศึกษา และครูบาอาจารย์โรงพิมพ์คุรุสภาซึ่งเป็นโรงพิมพ์ตำราเรียนหรือแบบเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของไทยพิมพ์หนังสือเหล่านี้ประมาณปีละ 30-40 ล้านเล่ม ส่วนโรงพิมพ์อื่นๆ ที่มีส่วนในการพิมพ์หนังสือประเภทนี้ด้วย ได้แก่ โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช และโรงพิมพ์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้น

                        สำหรับหนังสือประเภทจำหน่ายทั่วไปนั้นมีเนื้อหาและวัตถุประสงค์แตกต่างไปจากหนังสือเรียน มีความหมายถึงเนื้อหาประเภทนวนิยายและประเภทที่ไม่ใช่นวนิยาย มีความแตกต่างไปจากหนังสือในแง่ที่ว่ามุ่งจำหน่ายใช้กับผู้อ่านทั่วไปทุกระดับชั้น มิใช่จำเพาะเจาะจงเฉพาะกลุ่มนิสิตนักศึกษา หรือครูบาอาจารย์เหมือนกับหนังสือเรียนในแง่ที่มุ่งจำหน่ายให้กับผู้อ่านทั่วไปทุกระดับชั้น มิใช่จำเพาะเจาะจงเฉพาะกลุ่มนักเรียนนิสิตนักศึกษาหรือครูบาอาจารย์เหมือนกับหนังสือเรียน

                นอกจากการแบ่งประเภทหนังสือตามลักษณะเนื้อหา 2 วิธีที่กล่าวมาแล้วนี้เราก็อาจจะแบ่งย่อยๆ ลงไปได้อีกตามความต้องการโดยไม่มีหลักเกณฑ์อะไรตายตัว เช่น แบ่งเป็นหนังสือนิยาย หนังสือวิชาการ หนังสือวิชาชีพ หนังสือสารคดี หนังสือประเทืองปัญญาความคิด หนังสือบันเทิงเริงรมย์ หนังสือเพลง หนังสือบทกวีบทละคร หนังสือการ์ตูน เป็นต้น

2.  การแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้

                ที่จริงการแบ่งหนังสือเล่มเป็นหนังสือเรียนและหนังสือจำหน่ายทั่วไปก็เป็นการแบ่งประเภทหนังสือตามวัตถุประสงค์ในการใช้ประการหนึ่งเหมือนกันหนังสือเรียนก็ใช้อ่านประกอบการเรียน ส่วนหนังสืออื่นๆ ก็ใช้อ่านทั่วไป อาจจะอ่านเพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจหรืออ่านเล่นๆเพื่อฆ่าเวลาหรือเพื่อบันเทิงเริงใจก็ได้

                ในที่นี้จะกล่าวถึงการแบ่งประเภทหนังสือตามวัตถุประสงค์ในการใช้ตามหลักของบรรณารักษ์ศาสตร์เท่านั้น ซึ่งวัตถุประสงค์ที่สำคัญก็เพื่อความสะดวกในการจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ และเพื่อความสะดวกในการค้นหาและหยิบยืมมาใช้เพื่อการศึกษาวิจัยอ้างอิงหรือเพื่อจุดประสงค์อื่นๆ

                สางพิมพ์ในห้องสมุดอาจแยกออกได้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้คือ หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ จุลสาร กฤตภาค และยังรวมถึงแผนที่และภาพประกอบต่างๆนี้ด้วย

                สำหรับหนังสือได้จัดแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

                2.1  หนังสือทั่วไป ได้แก่ ตำรา หนังสืออ่านประกอบการเรียน หนังสือวิชาการ สารคดี บันเทิง หนังสืออนุสรณ์ สิ่งพิมพ์รัฐบาลฯลฯ

                2.2  หนังสืออ้างอิง (reference book) คือ หนังสือที่รวบรวมข้อเท็จจริงต่างๆ ผู้ใช้อ่านเฉพาะบางตอนเพื่อค้นหาความหมายหรือข้อเท็จจริงที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งเล่ม เช่น พจนานุกรม สารานุกรม นามานุกรม และบรรณานุกรม เป็นต้น

                2.3  วิทยานิพนธ์ (thesis) เป็นรายงานการค้นคว้าวิจัยที่เรียบเรียงขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ของนิสิตปริญญาโทหรือปริญญาเอก หรือปริญญาบางสาขา เป็นโครงการที่นิสิตจะต้องทำก่อนสำเร็จการศึกษา ตามข้อบังคับของหลักสูตรปริญญาต่างๆ

                2.4  หนังสือจอง (reserve books) ในห้องสมุดจะแยกหนังสือส่วนหนึ่งซึ่งเป็นหนังสือหายาก ราคาแพง หรือมีจำนวนน้อยไว้เป็นหนังสือจอง ผู้อ่านจะยืมอ่านได้ในเวลาสั้นๆ อาจจะเพียงวันเดียวหรือน้อยกว่านั้น

3.  การแบ่งตามวิธีการเขียน

                การแบ่งประเภทหนังสือตามลักษณะการเขียนหรือการประพันธ์นั้น แบ่งได้เป็น 2 ประเภทกว้างๆคือ

                3.1  หนังสือประเภทร้อยแก้ว (prose) เป็นการเขียนในลักษณะความเรียงไม่บังคับในเรื่องฉันทลักษณ์ หรือแบบแผนของกาพย์กลอนแต่อย่างใด หนังสือทั่วไปมักจะเป็นประเภทร้อยแก้ว

                3.2  หนังสือประเภทร้อยกรอง (poetry หรือ verse) เป็นการเขียนโครง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย กลบท ลิลิต ซึ่งจะต้องเป็นไปตามแบบแผนบังคับของฉันทลักษณ์ ในเรื่องของจำนวนในแต่ละบท การสัมผัส เสียงหนักเบา วรรณยุกต์ และคำครุ ลหุ เป็นต้น บทเพลง บทเสภาขับร้องต่างๆ ก็จัดอยู่ในประเภทนี้

                หนังสือการ์ตูน (comic books) ก็จัดเป็นหนังสืออีกประเภทหนึ่งที่แตกต่างจากหนังสืออื่นๆ ตามลักษณะการเขียนหรือการถ่ายทอด คือแทนที่จะเขียนเป็นตัวหนังสือเพื่อถ่ายทอดเรื่องราต่างๆ กลับใช้ภาพวาดหรือภาพการ์ตูนเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเรื่องราว อย่างไรก็ดีลำพังภาพวาดอย่างเดียวไม่สามารถจะอธิบายเรื่องราวได้อย่างชัดเจน จึงต้องมีตัวหนังสือประกอบการ์ตูนด้วยซึ่งสาวนมากมักจะเขียนเป็นบทสนทนาหรือเป็นการบรรยายเรื่องราวหนังสือการ์ตูนได้ยอมรับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ปัจจุบันได้มี หนังสือภาพ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับหนังสือการ์ตูนแต่ใช้ภาพถ่ายแทนภาพวาด แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนักเพราะการผลิตมีความยุ่งยากว่า และไม่สามารถที่จะสร้างความสนุกสนานบันเทิงได้ดีกว่าหนังสือการ์ตูน

4.  การแบ่งลักษณะรูปเล่ม

                การแบ่งหรือเรียกชื่อหนังสือประเภทต่างๆโดยคำนึงถึงรูปเล่มเป็นเกณฑ์ มีประเภทต่างๆ ดังนี้

                4.1  หนังสือปกแข็ง (hardcover books) เป็นการจำแนกหนังสือโดยดูลักษณะปกหนังสือถ้าใช้กระดาษแข็งที่ไม่สามารถโค้งงอได้ง่ายๆ (บางทีก็หุ้มด้วยผ้าหรือวัสดุอื่น) เป็นปก เราก็เรียกว่าหนังสือปกแข็ง ปกติหนังสือปกแข็งมักจะเป็นพวกนวนิยายเรื่องราว ตำราเรียนเล่มหนาๆและหนังสืออ้างอิงต่างๆ

                4.2  หนังสือปกอ่อน (paperbacks) เป็นหนังสือที่หุ้มปกด้วยกระดาษหนาขนาดกระดาษโปสการ์ดที่เห็นโดยทั่วไป เราเรียกว่าปกอ่อนโดยโค้งงอหักได้ง่าย ตำราเรียนต่างประเทศมักจะพิมพ์โดยหุ้มทั้งปกแข็งและปกอ่อน ปกแข็งจะแข็งแรงทนทานกว่าแต่ราคาแพงกว่าส่วนปกอ่อนทนทานน้อยกว่าแต่ราคาถูก

                        หนังสือปกอ่อนที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากในวงการหนังสือในยุคปัจจุบันคือ หนังสือขนาดกระเป๋าที่เราเรียกว่า พ็อคเก็ตบุ๊ค (pocket books) หนังสือขนาดกระเป๋านี้มีจำนวนจำหน่ายสูงเพราะราคาถูกกว่าหนังสือปกแข็งหรือปกอ่อนขนาดอื่น ผู้อ่านสามารถหาซื้อได้แทบทุกหนทุกแห่งไม่จำเป็นต้องร้านหนังสือ หนังสือขนาดกระเป๋านี้สามารถวางขายตามแผงข้างถนนในซูเปอร์มาร์เก็ต ในร้านค้าอื่นๆ หรือตามสถานีรถไฟ สถานีขนส่งรถยนต์ สนามบิน หรือแม้แต่ตามป้ายรถโดยสารประจำทาง และทางเท้าริมถนน จากการที่หนังสือประเภทนี้มีขนาดเล็กวางขายได้ทั่วไป หยิบซื้อถือไปอ่านได้ทุกโอกาสทุกสถานที่ ประกอบกับรูปเล่มที่สะดุดตาเนื้อหามายาวนักและราคาถูกจึงมีผู้นิยมซื้ออ่านกันมาก และขายดีกว่าหนังสือขนาดอื่นๆในตลาดหนังสือทั่วไป

                        หนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ค ส่วนมากจะเป็นหนังสือประเภทเรื่องสั้น สารคดีความรู้ความคิดและบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ

                4.3  จุลสาร (pamphlets or booklets) หมายถึงหนังสือเล่มเล็กขนาดประมาณ 6 นิ้วคูณ 8 นิ้ว หรือเล็กกว่า ขนาดบางๆเพียงไม่กี่หน้า เย็บด้วยปกอ่อนบางๆ รูปเล่มไม่แข็งแรงทนทานส่วนมากไม่ได้พิมพ์เพื่อจำหน่าย มักจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะกิจ เช่น เพื่อเผยแพร่เรื่องราวความรู้สั้นๆ เพื่อการประชาสัมพันธ์หรือเพื่อการศึกษา

                        การจัดประเภทหนังสือต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นนี้ช่วยให้นักศึกษาสามารถจำแนกแยกแยะหรือจัดหมวดหมู่ประเภทหนังสือต่างๆได้ และช่วยให้สะดวกในการเรียกชื่อด้วยหลักเกณฑ์ในการแบ่งประเภทนั้นสามารถใช้ได้หลายวิธีไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวเสมอไป(สุโขทัยธรรมมาธิราช มหาวิทยาลัย,2533)

 

ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบไปรษณียบัตร (POST CARD)

                ไปรษณียบัตรนับเป็นสิ่งพิมพ์ที่มีศักยภาพสูงมาก  หากนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการส่งเสริมการขาย  ทั้งนี้เพราะไปรษณียบัตรสามารถบรรจุสื่อ  ทั้งในส่วนของภาพและถ้อยคำได้ในเวลาเดียวกันอีกทั้งยังสะดวกในการจัดส่งไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรงในระบบไปรษณีย์ซึ่งเป็นการประหยัดกว่าการจัดส่งโดยทางจดหมาย

                โปสการ์ดเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้  จะเห็นได้จากเป็นของสะสมชิ้นใหม่ที่ไม่ต้องลงทุนอะไร หรือที่เรียกว่า (FREE POSTCARD)  ซึ่งจะวางได้ตามจุดของร้านค้าต่างๆ ในห้างสรรพสินค้า หรือร้านอาหารทั่วไป  มีการออกแบบที่สวยงาม  สะดุดตาและน่าสนใจทั้งยังใช้ประโยชน์ในการส่งข้อความให้กันได้อีกด้วย

                บัตรหรือการ์ดต่างๆ รวมทั้งจดหมาย  เป็นสิ่งพิมพ์แผ่นเดียวกัน  ขนาดเล็ก 4 x 6 นิ้ว และสามารถพิมพ์บนวัสดุต่างๆ ทั้งในกระดาษ และพลาสติก  ถ้าเป็นบัตรเชิญนักออกแบบต้องเน้นความแปลกใหม่  เพื่อให้ผู้รับเชิญอยากมาสัมผัส  การ์ดนอกจากจะใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์แล้ว  ยังมีการออกแบบให้ใช้กับเครื่องกลต่างๆ ได้ เช่น บัตรเอทีเอ็ม และบัตรเครดิตต่างๆ เป็นต้น  บางครั้งมีการพิมพ์นูน เพื่อยากแก่การปลอมแปลง  เนื่องจากมีขนาดเล็ก  การจัดวางภาพประกอบ  โลโก้  ข้อความต่างๆ จึงต้องกะทัดรัดมากกว่าสิ่งพิมพ์ชนิดอื่น

วัสดุและเครื่องมือสำหรับงานออกแบบ

                การสร้างสรรค์งานให้ได้คุณภาพ มีความสวยงามและเกิดประสิทธิผลตามเจตนารมณ์ของงานออกแบบ  ย่อมจักต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการด้วยกัน  ไม่เพียงแต่เฉพาะความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ หรือความเจนจัดของนักออกแบบหรือศิลปินผู้เขียนภาพเท่านั้น  งานแต่ละชิ้นกว่าจะสำเร็จลุล่วงได้ต้องอาศัยกระบวนการสร้างสรรค์หลายขั้นตอน และแต่ละขั้นตอนที่ผู้ผลิตผลงานต้องมีความรู้  ความเข้าใจที่จะกำหนดหรือเลือกใช้วัสดุให้ได้อย่างเหมาะสม  องค์ประกอบดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้นักออกแบบได้รับผลงานอันทรงคุณค่า  ประหยัดค่าใช้จ่าย และสวยงาม  ศิลปินหรือ       ดีไซเนอร์ที่รู้จักใช้วัสดุ  รู้จักใช้เครื่องมือได้อย่างคล่องแคล่วแม่นยำก็สามารถสร้างสรรค์งานต้นแบบได้อย่างประณีต และน่าสนใจ  จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีวัสดุ  มีเครื่องมือเครื่องใช้  เครื่องอำนวยความสะดวกวัสดุแปลกใหม่  ตลอดจนเทคนิคและวิธีการต่างๆ ในการผลิตงานสามารถตอบสนองการเรียกหาได้ทุกกรณี

                วัสดุและเครื่องมือที่จำเป็นมากที่นักสร้างสรรค์ควรรู้จักและสามารถนำไปใช้ได้เป็นอย่างดี ได้แก่

                1.  กระดาษ  กระดาษเป็นวัสดุเบื้องต้นที่มีความจำเป็นมากที่สุดของการทำงานออกแบบกราฟิก  ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สูง  งานออกแบบสร้างสรรค์และการผลิตกระดาษชนิดต่างๆ ทำให้มีกระดาษแปลกๆ สำหรับรองรับการสร้างสรรค์งานของนักออกแบบที่จะเลือกนำไปใช้ตามต้องการ  การรู้จักคุณสมบัติของกระดาษจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างสรรค์ผลงานให้ได้คุณภาพสูงสุด  กระดาษที่มีอยู่ตามท้องตลาดมีลักษณะเฉพาะคุณสมบัติและคุณสมบัติที่โดดเด่นแตกต่างกันไปดังนี้

ชนิดของกระดาษ

            กระดาษที่ใช้ในงานออกแบบและใช้ในงานพิมพ์  แบ่งได้ตามลักษณะการผลิตเป็น 2 ชนิด คือ

                1.  กระดาษเคลือบผิว (Coated Paper)  โดยทั่วๆ ไปมักจะเรียกกันว่ากระดาษอาร์ต  มีเนื้อกระดาษที่ขาวและผิวเรียบ  เนื่องจากถูกเคลือบด้วยสารเคลือบผิวให้มีความเรียบ เนื่องจากถูกเคลือบด้วยสารเคลือบผิวมีทั้งชนิดมันและเคลือบผิวด้าน  กระดาษอาร์ตที่มีการผลิตจำหน่ายในท้องตลาดจะมีความหนาตั้งแต่ 80 กรัมต่อตารางเมตร ถึงขนาด 350 กรัมต่อตารางเมตร และมีทั้งเคลือบผิวหน้าเดียวและการเคลือบผิวทั้งสองหน้า  ปัจจุบันการผลิตกระดาษอาร์ตที่ปั้นเป็นลวดลายต่างๆ เช่น  เป็นลายผ้า  ลายหนัง  ลายเม็ดทราย  ลายไม้ ฯลฯ

                2.  กระดาษไม่เคลือบผิว (Uncoated Paper)  การที่กระดาษประเภทนี้ไม่ได้มีการเคลือบสารเคมีที่ผิว จึงทำให้ผิวของกระดาษมีความเรียบน้อยกว่ากระดาษที่มีการเคลือบผิว  มีการผลิตกระดาษประเภทนี้จำนวนมากมายหลายชนิดแตกต่างกันไปตามวิธีการผลิต  ได้แก่

                                2.1  กระดาษการ์ด  เป็นกระดาษที่มีราคาถูก เนื้อของกระดาษทั่วๆ ไปจึงมีความหนาตั้งแต่ 100 กรัมขึ้นไป  มีผิวเนื้อละเอียดเรียบเหมาะสำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรงและทนทานมากกว่ากระดาษธรรมดา  เช่น  การทำปกหนังสือ  แผ่นโปสเตอร์โฆษณา  แผ่นพับ  ทำกล่องบรรจุภัณฑ์  เป็นต้น  สามารถเลือกใช้ขนาดความหนาได้ตามต้องการ

                                2.2  กระดาษปรู๊ฟ  เป็นกระดาษที่มีราคาถูก  เนื้อของกระดาษสีไม่ขาวเหมือนกระดาษปอนด์  เมื่อเก็บไว้นานๆ สีจะค่อยๆ เหลือง และเหลืองเข้มขึ้นและจะกรอบแตก  ปัจจุบันมีการผลิตขึ้นมาจำหน่ายทั้งกระดาษปรู๊ฟผิวธรรมดาและปรู๊ฟผิวมันขนาดที่ใช้กันโดยทั่วไปจะเป็นขนาด 48 กรัมต่อตารางเมตร

                                2.3  กระดาษแอร์เมล์  นิยมใช้เป็นกระดาษจดหมายและงานสิ่งพิมพ์บางประเภท มีขนาดบาง  มีความหนาประมาณ 28-32 กรัมต่อตารางเมตร  ปัจจุบันมีการผลิตกระดาษแอร์เมล์หลายแบบ สวยงามให้เลือกใช้ได้อย่างกว้างขวาง

กรรมวิธีการพิมพ์สกรีน (SCREEN PRINTING PROCESS)

                ขั้นตอนการพิมพ์สกรีนลงบนชิ้นงานหรือวัสดุใช้พิมพ์จำเป็นต้องอาศัยการพิมพ์ด้วยมือ หรือเครื่องพิมพ์สกรีนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง  โดยการพิมพ์ทั้ง 2 รูปแบบจะทำให้ผลงานพิมพ์ที่ได้มีความแตกต่างกันในด้านคุณภาพและปริมาณ  ทั้งนี้การเลือกใช้รูปแบบการพิมพ์จึงขึ้นอยู่กับผู้พิมพ์และชิ้นงานที่ต้องการพิมพ์  ซึ่งโดยทั่วไปชิ้นงานหรือวัสดุใช้พิมพ์จะเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการเลือกรูปแบบการพิมพ์

ชิ้นงานหรือวัสดุใช้พิมพ์

            วัสดุใช้พิมพ์เป็นปัจจัยเบื้องต้นในการเลือกรูปแบบของการพิมพ์ด้วยมือ หรือเครื่องพิมพ์ สกรีนต่างๆ โดยต้องคำนึงถึงลักษณะและองค์ประกอบของวัสดุใช้พิมพ์  อันได้แก่

                1.  ประเภทของวัสดุใช้พิมพ์  สิ่งที่ต้องคำนึงในการพิมพ์เป็นลำดับแรก คือ ต้องการพิมพ์วัสดุประเภทใด  ซึ่งได้แก่  กระดาษ  ผ้า  พลาสติก  ไม้  โลหะ  แก้ว  เซรามิค  เป็นต้น  วัสดุแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน  โดยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  มีการคิดค้นและพัฒนาวัสดุประเภทต่างๆ มากขึ้น  ทั้งนี้เทคโนโลยีในการพิมพ์สกรีนที่สามารถพิมพ์บนวัสดุเหล่านั้นได้ก็มีการพัฒนามากขึ้นเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถพิมพ์ได้บนวัสดุทุกประเภท  การพิมพ์สกรีนยังจัดว่าเป็นระบบการพิมพ์ที่สามารถพิมพ์บนวัสดุหลากหลายประเภท

                2.  รูปทรงของวัสดุที่ใช้พิมพ์  รูปทรงที่แตกต่างกันทำให้จำเป็นต้องมีการเลือกใช้รูปแบบโดยทั่วไปสามารถแบ่งเป็น 4 รูปทรง คือ  แผ่นเรียบ  ทรงโค้ง  ทรงกระบอก และทรงกลม ซึ่งผู้พิมพ์ควรพิจารณาว่ารูปทรงของชิ้นงานที่จะพิมพ์นั้นเหมาะสำหรับการพิมพ์ด้วยวิธีการใด  หากไม่สามารถพิมพ์ด้วยเครื่องได้  บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้การพิมพ์ด้วยมือ  นอกจากนี้ผู้พิมพ์ควรจะรู้จักวิธีการประยุกต์ใช้เครื่องพิมพ์ที่มีอยู่สามารถพิมพ์วัสดุได้หลากหลายรูปทรง เช่น  การเปลี่ยนแม่พิมพ์สกรีนที่เป็นแผ่นเรียบ โดยติดตั้งแม่พิมพ์ที่ใช้สำหรับวัสดุทรงโค้งได้ เป็นต้น

                3.  พื้นผิวของวัสดุใช้พิมพ์ ได้แก่ วัสดุพื้นผิวเรียบและพื้นผิวขรุขระ  เครื่องพิมพ์แบบกึ่งอัตโนมัติและอัตโนมัติส่วนใหญ่ไม่สามารถพิมพ์วัสดุที่มีพื้นผิวขรุขระได้

                4.  ขนาดของวัสดุใช้พิมพ์และขนาดของพื้นที่พิมพ์  วัสดุที่ใช้พิมพ์ที่มีขนาดใหญ่มากจะไม่สามารถวางบนเครื่องพิมพ์ได้การพิมพ์ด้วยมือจึงเป็นทางออกสำหรับการพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์สกรีนที่มีขนาดใหญ่มาก เช่น  ป้ายโฆษณา  แผ่นโปสเตอร์ขนาดใหญ่มาก  ผ้าใบ เป็นต้น  สำหรับผ้าผืนและกระดาษม้วนสามารถใช้เครื่องพิมพ์โรตารี่ได้

                5.  จำนวนวัสดุ  หากพิมพ์ชิ้นงานซ้ำๆ กันจำนวนมาก  การเลือกใช้การพิมพ์ด้วยเครื่องจะช่วยประหยัดเวลาในการพิมพ์และทำให้มาตรฐานการพิมพ์ที่ใกล้เคียงกัน

                6.  ความหนาของวัสดุใช้พิมพ์  โดยทั่วไปเครื่องพิมพ์กึ่งอัตโนมัติและอัตโนมัติจะสามารถพิมพ์วัสดุที่มีความหนามากๆ จึงควรอาศัยวิธีการพิมพ์ด้วยมือ

                7.  สภาพของวัสดุใช้พิมพ์  ในที่นี้หมายถึงวัสดุที่มีความแข็งแรง หรืออ่อนตัว  วัสดุใช้พิมพ์สำหรับการพิมพ์สกรีน  ควรจะเป็นวัสดุที่มีสภาพคงตัว คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเมื่อมีแรงกดมิฉะนั้นลวดลายที่เกิดจากการพิมพ์จะไม่ตรงกับแม่พิมพ์สกรีน

                เมื่อทราบถึงองค์ประอบของชิ้นงานแล้วก็สามารถพิจารณาได้ว่าควรใช้การพิมพ์ในรูปแบบใด รวมทั้งสามารถเลือกใช้อุปกรณ์การพิมพ์สกรีนและเครื่องพิมพ์ประเภทต่างๆได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นผู้พิมพ์ที่ดีจึงควรให้ความสำคัญกับองค์ประกอบเหล่านี้อย่างละเอียดและรอบคอบ เพื่อป้องกันการผิดพลาดที่อาจจะเกอดขึ้นกับการเลือกใช้รูปแบบการพิมพ์อุปกรณ์การพิมพ์ที่ไม่เหมาะสมกับการพิมพ์บนวัสดุใช้พิมพ์ที่ต้องการ รวมทั้งผู้พิมพ์ควรจะเรียนรู้เทคนิคในการพิมพ์ต่างๆ เทคนิคในการเลือกและประยุกต์ใช้อุปกรณ์การพิมพ์ พร้อมทั้งสามารถจัดงานกับการพิมพ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะทำให้งานพิมพ์ที่ได้มีคุณภาพและปริมาณตรงตามความต้องการ (นวลน้อย  บุญวงษ์,2539)

 

โพสท์ใน ความรู้เกี่ยวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(เอกสาร) | แสดงความคิดเห็น

ความรู้เกียวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(ต่อ) 3

ความรู้เกียวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(ต่อ) 3

 

แผ่นกระดาษจะต้องพิมพ์เนื้อเป็นหน้าซ้ายขวาจำนวน สี่ หน้าเนื้อหา ดังนั้นการกำหนดจึงต้องเตรียมให้ครบ เป็น 4 หน้า 8 หน้า 16 หน้า 20 หน้า เป็นต้นเพื่อไม่ให้กระดาษว่างเปล่า โดยเฉพาะในการออกแบบหนังสือพิมพ์ การทำแบบร่างใช้กระดาษขนาดเท่างานจริงมีจำนวนเท่ากับที่ต้องบรรจุเนื้อหาทั้งเล่ม อย่างไรก็ตามในกรณีทีกำหนดจำนวนหน้าตายตัวเวลาทำแบบร่างต้องมาคำนวณพื้นที่โดยปรับเนื้อหา หรือภาพประกอบ หรือขนาดตัวอักษร ในกรณีที่เป็นสิ่งพิมพ์แผ่นเดียว เช่นโปสเตอร์ แผ่นพับก็ไม่ต้องทำในขั้นตอนนี้

            2. การกำหนดตำแหน่งพื้นที่ต้นฉบับ (lay out) หมายถึงการกำหนดพื้นที่ของสิ่งพิมพ์ในแต่ละหน้าว่าจะประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยวางตำแหน่งของรูปภาพ ชื่อเรื่อง ขนาดตัวอักษร ขั้นตอนนี้จะเป็นการนำความรู้เรื่องการออกแบบกราฟิกมาใช้ เพื่อให้ได้ความงามมีศิลป์ ปกติการกำหนดตำแหน่งพื้นที่ต้นฉบับแต่ละหน้าจะทำบนกระดาษต้นแบบร่าง เพื่อให้ได้เท่ากับขนาดจริงบนงานพิมพ์

3. การจัดทำต้นฉบับที่สมบูรณ์ด้วยคอมพิวเตอร์ เมื่อได้เลย์เอาท์เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปจะทำต้นฉบับด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ออกแบบต้องมีทักษะการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้หลายๆ โปรแกรมเนื่องจากแต่ละโปรแกรมมีจุดเด่นและสามารถทำงานได้แตกต่างกัน ต้นฉบับงานเขียนบทความ สารคดี หรือข่าวอาจพิมพ์ด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด ส่วนการจัดหน้าสิ่งพิมพ์จำนวนหน้าไม่มากก็จัดทำด้วยโปรแกรม Illustrator หรือต้องการทำสิ่งพิมพ์หลายๆ หน้าก็ใช้โปรแกรม InDesign หรือ Pagemaker ส่วนการจัดการกับภาพที่จะใช้ในงานต้องใช้โปรแกรม Photoshop จัดการให้เรียบร้อยก่อนที่จะนำมาใส่ในงานสิ่งพิมพ์ ดังนั้นการฝึกหัดใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถนำ เลย์เอาท์มาออกแบบได้สมบูรณ์ ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป (วิริยะ  กลิ่นเสาวคนธ์,2549.)

 

เทคนิคการถ่ายภาพเบื้องต้น

การถ่ายภาพทิวทัศน์ (Land and Sea Scape)

                นักถ่ายภาพสมัครเช่นนิยมถ่ายภาพประเภทนี้มาก เพราะสามารถถ่ายได้ง่าย สะดวก ถ่ายได้ทุกหนทุกแห่งที่มีโอกาสผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ป่าเขาลำเนาไพรน้ำตก หรือท้องทะเลก็ตาม อย่างน้อยผู้ถ่ายภาพก็สามารถเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกถึงความหลักการถ่ายภาพทิวทัศน์ ควรถ่ายขณะที่ท้องฟ้าแจ่มใส จะได้ภาพสวยงามชัดเจน ถ้าอากาศมืดครึ้มหรือฝนตก ภาพที่ได้จะมีสีทึบ ขาดรายละเอียด การบันทึกความสวยงามของลักษณะภูมิประเทศตามธรรมชาติดังกล่าว จะมีคุณค่าและความสวยงามนั้น ควรต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบที่ช่วยสร้างเรื่องราวให้เกิดขึ้นพยายามเลือกมุกล้องที่แปลกตา คอยจังหวะให้มีลักษณะแสงสีที่สวยงาม สามารถสร้างบรรยากาศให้ผู้ดูเกิดอารมณ์คล้อยตาม เช่น ภาพที่มีหมอกในฤดูหนาว ควัน ฝนตก หรือพายุ ฯลฯ บรรยากาศ แสงสีในเวลาเข้ามืดก่อนจะสว่าง หรือในตอนเย็นพระอาทิตย์กำลังจะตกจะมีแสงสีที่ให้ความรุนแรงมีสีน้ำเงิน ม่วงเหลือง แสดและแดงสลับกับก้อนเมฆรูปร่างต่าง ๆ ดูสวยงาม การถ่ายภาพทิวทัศน์นิยมเปิดช่องรับแสงให้แคบเพื่อช่วยให้ภาพมีความคมและชัดลึกตลอด แม้บางครั้งจะต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำสำหรับเลนส์ที่ใช้ในการถ่ายภาพทิวทัศน์ นอกจากเลนส์ธรรมดาติดกล้องแล้ว ควรมีเลนส์มุมกว้างและเลนส์ถ่ายภาพไกลที่มีขนาดความยาวโฟกัสประมาณ 105 มม. หรือ 250 มม. เพื่อช่วยให้ได้ภาพที่มีมุมแปลกตาดีขึ้น ถ้าเป็นการถ่ายภาพขาว ดำ ควรมีแผ่นกรองแสงสีเหลือ สีส้ม หรือสีแดงติดไปด้วย เพราะฟิลเตอร์สีดังกล่าวจะช่วยให้ภาพขาว ดำ มองเห็นก้อนเมฆขาวตัดกับท้องฟ้า ส่วนการถ่ายภาพสีก็ควรมีแผ่นกรองแสงตัดหมอกหรือแผ่นกรองแสงโพลาไรซ์เป็นอย่างน้อย นอกจากนั้นอาจใช้แผ่นกรองแสงสำหรับเปลี่ยนแปลงสีของภาพเพื่อให้ได้ภาพทิวทัศน์ที่มีสีสันสวยงามแปลกตายิ่งขึ้น

 

 

 

การถ่ายภาพระยะใกล้ (Close up)

                การถ่ายภาพระยะใกล้เป็นการถ่ายภาพวัตถุสิ่งของที่มีขนาดเล็กหรือเลือกถ่ายภาพเฉพาะบางส่วนของวัตถุในระยะใกล้ให้มองเห็นส่วนละเอียดต่าง ๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ถ่ายภาพเหรียญ แมลง ลายไม้ ดอกไม้ หรือวัตถุสิ่งของที่มีขนาดเล็กต่าง ๆ

การถ่ายภาพระยะใกล้ต้องมีอุปกรณ์ดังนี้

                1. กล้องถ่ายภาพ นิยมใช้กล้องแบบสะท้อนเลนส์เดี่ยว ซึ่งจะไม่เกิดความเหลื่อมขณะมองภาพที่ช่องเล็งภาพ

                2. เลนส์ที่ใช้ควรเป็นเลนส์แมโคร (Macro) แต่ถ้าสีเลนส์มาตรฐานก็สามารถใช้เลนส์ถ่ายใกล้ (Close – uplens) ชนิดสวมใส่หน้าเลนส์แบบแผ่นกรองแสง (Filter) ทั่วไป หรืออาจใช้กระบอกต่อ (Extension tube)หรือใช้ส่วนพับยืด (Bellow) ต่อคั่นระหว่างเลนส์กับตัวกล้อง

                3. ขาตั้งกล้อง

                4. สายไกชัตเตอร์ การปรับหาระยะความคมชัดของการถ่ายภาพแบบนี้ค่อนข้างยาก เพราะเลนส์มีช่วงความชัดสั้นมาก ระยะหน้าและระยะหลังของวัตถุจะพร่ามัว ดังนั้น ควรปิดรูรับแสงให้แคบเพื่อให้ภาพที่ได้มีความชัดลึก

การถ่ายภาพเวลากลางคืน (Night Picture)

                การถ่ายภาพเวลากลางคืน ได้แก่ การถ่ายภาพที่อาศัยแสงสว่างจากไฟฟ้าตามท้องถนน ป้ายนีออนโฆษณา น้ำพุ การยิงพลุ ห้องโชว์สินค้า ไฟประดับในวันเฉลิมฉลองต่าง ๆ แสงไฟจากรถยนต์ แสงเทียน สายฟ้าแลบ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้า ความสวยงามต่าง ๆ ที่เราสามารถมองเห็นได้ในเวลาค่ำคืนดังกล่าว เราสามารถบันทึกภาพที่งดงามเหล่านั้นด้วยกล้องถ่ายภาพได้เช่นเดียวกับการถ่ายภาพในเวลากลางวัน การถ่ายภาพในเวลากลางคืนนั้นต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็นดังนี้

1.กล้องถ่ายภาพชนิดที่มีความเร็วชัตเตอร์ B หรือ T
2.ขาตั้งกล้อง
3.สายไกชัตเตอร์
4.นาฬิกาจับเวลา
5.ไฟฉายดวงเล็ก ๆ
6.สมุดบันทึกสำหรับจดรายละเอียด เช่น เวลาในการเปิดหน้ากล้อง

แสงสว่างจากหลอดไฟต่าง ๆ ในเวลากลางคืนนั้น เราจะวัดแสงลำบากและไม่แน่นอนจึงควรใช้ประสบการณ์ที่ได้ทดลองถ่ายและจดบันทึกรายละเอียดไว้ในแต่ละครั้งมาพิจารณา ปกติจะถ่ายภาพด้วยการตั้งความเร็วไว้ที่ B หรือ T แล้วนับเวลา(Time exposure) ใช้เวลาในการเปิดม่านชัตเตอร์ เป็นวินาทีหรือนาทีก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะและปริมาณของแสงในขณะที่ถ่ายภาพ เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการเปิดม่านชัตเตอร์ จึงจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อป้องกันกล้องเคลื่อนที่และสั่นไหว ขาตั้งกล้องควรเป็นชนิดที่แข็งแรงมีที่สำหรับปรับมุมยกหน้ากล่องขึ้นและลงได้ และสามารถหมุนกล้องไปทางซ้ายและขวาที่เรียกว่า Pan กล้องได้ ซึ่งเราจะได้ถ่ายภาพออกมามีลักษณะและสีสันที่แปลกออกไปอีกแบบหนึ่งส่วนเลนส์ที่ใช้หากเป็นเลนส์ที่สามารถซูมภาพได้ ก็ยิ่งจะได้ภาพที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นอีกนอกจากใช้ฟิล์มขาวดำ ถ่ายภาพไฟในเวลากลางคืนได้แล้ว อาจใช้ฟิล์มเน-กาทิฟสีหรือสไลด์สีก็ได้ ซึ่งจะได้ภาพที่มีสีสวยงามยิ่งขึ้น การเลือกใช้ฟิล์มสไลด์สีขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะถ่ายเช่น การถ่ายภาพไฟตามถนน ป้ายนีออนโฆษณา ไฟประดับ ก็ควรใช้ฟิล์มแสงแดด (Day Light) ภาพที่ได้จะมีสีค่อนข้างเหลืองอาจใช้ฟิลเตอร์สีฟ้าสวมหน้าเลนส์เพื่อแก้สีก็ได้ ถ้าเป็นภาพการแสดงบนเวที งานประเพณีต่าง ๆ ควรใช้ฟิล์มที่มีความไวแสงสูงเช่น 200 ISO, 400 ISO เพื่อให้สามารถจับภาพเคลื่อนไหวได้ ส่วนภาพดวงจันทร์หรือดวงดาวควรใช้ฟิล์มที่ใช้กับแสงไฟทังสเตน จะได้สีที่ถูกต้องยิ่งขึ้น สำหรับการเลือกใช้ความไวแสงฟิล์ม การเปิดหน้ากล้องและเวลาในการถ่ายภาพ ลักษณะของแสงไฟจากแหล่งต่าง ๆ ในเวลากลางคืนนั้นได้มีบันทึกไว้เป็นแนวทางดังนี้

การถ่ายภาพย้อนแสง (Silhouete)

                การถ่ายภาพย้อนแสงหรือภาพเงาดำ ภาพประเภทนี้นักถ่ายภาพสมัครเล่นไม่ค่อย
ให้ความสนใจ เพราะจะได้ภาพที่ไม่ชัด ไม่เห็นรายละเอียดของวัตถุ ถ้าถ่ายภาพ
คนจะมองดูแล้วมืด แต่ที่จริงแล้วภาพย้อนแสงไม่ว่าจะเป็นภาพสี หรือขาวดำ
ก็ตามจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องรูปร่าง (Shape) ของวัตถุที่บังแสงอยู่ นักถ่ายภาพ
อาชีพมักจะเสาะแสวงหาภาพประเภทนี้อยู่เสมอ เพราะภาพย้อนแสงจะให้ทั้งความงาม
ให้อารมณ์ ให้สีสันรุนแรง ให้ความแปลกตาไปอีกลักษณะหนึ่งการถ่ายภาพย้อนแสง
ควรถ่ายให้ภาพมีช่วงความชัดลึก โดยเปิดช่องรับแสงให้แคบกว่าปกติเล็กน้อย
พยายามเลือกวัตถุที่มีโครงร่างที่สวยงามหามุมย้อนแสง โดยวางจังหวะของดวงอาทิตย์
ให้พอดี

การถ่ายภาพหุ่นนิ่ง (Still life)

                                                                                                                        การถ่ายภาพหุ่นนิ่ง หมายถึง การถ่ายภาพวัตถุสิ่งของต่าง ๆ เช่น แจกันดอกไม้ ถ้วยจานช้อนซ้อม ขวดเหล้า เบียร์ แก้ว บุหรี่ น้ำหอม เสื่อผ้า รองเท้า ผัก ผลไม้ อาหาร ฯลฯ จุดมุ่งหมายส่วนใหญ่ก็เพื่อนำภาพไปจัดทำเป็นสื่อในการโฆษณา เช่น ทำปกหนังสือ วารสาร โปสเตอร์ หรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ

                การฝึกถ่ายภาพหุ่นนิ่ง จะช่วยให้เราได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆในการถ่ายภาพได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะวัตถุสิ่งของต่าง ๆที่นำมาถ่ายภาพจะอยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหวเราสามารถทดลองจัดภาพได้หลาย ๆแบบตามต้องการ ส่วนการใช้แสงก็ทำได้หลายลักษณะ อาจใช้แสงธรรมชาติ แต่ส่วนมากมักใช้แสงไฟประดิษฐ์ เพราะสามารถควบคุมทิศทางตลอดจนปริมาณของแสงสว่างได้ตามความเหมาะสม

ขั้นตอนการถ่ายภาพหุ่นนิ่ง

1. จัดสถานที่ได้แก่ โต๊ะชุดสำหรับถ่ายภาพหุ่นนิ่งประกอบด้วยขาตั้งเหล็ก หรืออลูมิเนียมมีแผ่นพลาสติกสีต่าง ๆ เช่นสีขาว ดำ น้ำเงิน และม่วง เป็นที่วางวัตถุที่จะถ่ายภาพ ผิวหน้าของแผ่นพลาสติกมี 2 ด้าน ด้านหนึ่งผิวด้าน ส่วนอีกด้านหนึ่งผิวจะมัน คุณสมบัติของแผ่นพลาสติก คือถ้าใช้ไฟส่องด้านบนจะได้แสงตกกระทบธรรมดา แต่ถ้าใช้ไฟส่องจากด้านล้าง แสงจะสามารถทะลุพื้นพลาสติกขึ้นด้านบนสามารถใช้เป็นแสงสำหรับลดเงา หรือใช้เป็นแสงส่องจากพื้นล้างและด้านหลังของวัตถุ

2. ออกแบบ สเก็ตภาพ (lay – out) การจัดวางองค์ประกอบของวัตถุ ซึ่งจะทำให้ผู้ร่วมงานเข้าใจรูปแบบและแนวคิด สามารถจัดหาวัตถุประกอบฉาก ตลอดจนการจัดภาพได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น

                3. จัดหาวัตถุ สิ่งของ ที่จะถ่ายภาพ ถ้าเป็นประเภทผัก ผลไม้ ควรเตรียมไว้ให้มากพอ คอยฉีดน้ำดูแลให้สดอยู่เสมอ

                4. นำวัตถุสิ่งของที่จะถ่าย วางบนโต๊ะถ่ายภาพ โดยจัดวางตามแบบที่สเกตภาพไว้

                5. ทดลองจัดแสง ซึ่งอาจใช้หลอดไฟทังสเตน ถ้าเป็นการถ่ายภาพชิ้นเล็ก ๆ ก็ใช้สปอตไลท์ 500 วัตต์ 2-3 ดวงแต่ถ้าเป็นการถ่ายภาพขนาดใหญ่ ก็ต้องใช้ไฟที่มีกำลังวัตต์สูง ๆ เช่น 2000 วัตต์ถึง 5000 วัตต์ โดยใช้ผ่านแผ่นกรองแสงเพื่อให้ได้แสงที่นุ่มนวล ใช้แผ่นสะท้อนแสงลดเงาและอาจใช้ไฟส่องฉากหลัง เพื่อเน้นวัตถุให้เห็นเด่นชัดในปัจจุบันนิยมใช้แฟลชอิเลคทรอนิคส์ มีอุปกรณ์ เช่น ร่มสะท้อนแสง จานสะท้อนแสง ประตูโคม (Barn doors) กรวยแสง (Snoot) ซึ่งจะให้ความสะดวก สามารถบังคับทิศทางและปริมาณของแสงได้ตามต้องการ

                6. กล้องสำหรับถ่ายภาพหุ่นนิ่ง ถ้าไม่จำเป็นต้องนำภาพไปขยายให้ใหญ่มาก ก็อาจใช้กล้อง ขนาด 35 มม.แต่ถ้าต้องการขยายภาพให้มีขนาดใหญ่ ก็ควรใช้กล้องขนาดกลางที่ใช้ฟิล์มขนาด 4” x 5” กล้องถ่ายภาพต้องตั้งบนขาตั้งกล้องให้มั่นคง เพราะการถ่ายภาพหุ่นนิ่งต้องการภาพที่ละเอียดชัดเจน และชัดลึกจึงต้องเปิดช่องรับแสงให้แคบมาก ๆ เช่น f16 ฉะนั้นความเร็วชัตเตอร์ จะต้องช้ามากเพื่อให้สัมพันธ์กับขนาดช่องรับแสง (สมิทธิ์  สุติบุตร,2544)

 

 

 

ความหมายของสื่อสิ่งพิมพ์

            สื่อสิ่งพิมพ์ ตามความหมายสามัญเข้าใจกันทั่วไป ได้แก่สื่อที่ใช้ติดต่อสื่อสารทำความเข้าใจกันด้วยภาษาเขียน โดยใช้วัสดุกระดาษพิมพ์ออกมาพร้อมกันเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้อ่านได้คราวละมากๆ สื่อสิ่งพิมพ์นั้นอาจออกมาในรูปต่างๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ นิตยสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ ใบปลิว แผ่นพับ หนังสือคู่มือ และโปสเตอร์ เป็นต้นแต่ในความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชอาจเข้าใจเพียงว่าสื่อสิ่งพิมพ์เป็นเพียงสื่อการสอนแบบหนึ่งนอกเหนือจากสื่อวิทยุกระจายเสียง สื่อวิทยุโทรทัศน์และการอสนเสริม โดยการกำหนดว่าสื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อแกนกลาง ได้แก่ เอกสารการสอน แบบฝึกปฏิบัติ หนังสือชุดและเอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้าตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

                ความเข้าใจความหมายของสื่อสิ่งพิมพ์โดยทั่วไปอีกอย่างหนึ่ง เข้าใจเพียงว่าหนังสือพิมพ์และนิตนสารกันระหว่างมนุษย์ เพราะเป็นสิ่งพิมพ์ที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ทำให้ทราบข่าวสารความเป็นไปของบ้านเมืองและเรื่องราวของโลก และช่วยให้มนุษย์รู้จักตัดสินใจในการดำเนินชีวิตจากความรอบรู้ที่ได้มาจากหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่อ่าน แต่ตามความเป็นจริงสื่อสิ่งพิมพ์คือสื่อที่ใช้การพิมพ์เป็นหลัก จึงไม่ได้หมายความเฉพาะแต่หนังสือพิมพ์และนิตยสารเท่านั้นมีความหมายไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ทุกประเภท

                การพิจารณาความหมายของสื่อสิ่งพิมพ์ จะต้องพิจารณาความหมายของคำว่า พิมพ์ ก่อนซึ่งคำนี้ได้มีการบัญญัติไว้ทั้งทางพจนานุกรมและทางกฎหมาย คือ

                1.  ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำว่า พิมพ์ไว้ดังนี้ หมายถึงการใช้เครื่องจักรกดตัวหนังสือหรือภาพ เป็นต้น ให้ติดบนวัตถุเช่น แผ่นกระดาษ ผ้า

                2.  ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 ให้ความหมายของคำว่า พิมพ์ไว้ดังนี้ หมายถึงการทำให้เป็นตัวหนังสือหรือรูปรอยอย่างใด โดยการกด หรือการใช้พิมพ์หิน เครื่องกล วิชาเคมี หรือวิธีอื่นใดอันเกิดเป็นสิ่งพิมพ์ขึ้นหลายสำเนา

            ในความหมายทางพจนานุกรมก็ดีหรือทางกฎหมายก็ดีจะเห็นได้ว่า คำว่า พิมพ์นั้นไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นการพิมพ์กระดาษ อาจจะใช้วัสดุอื่นพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นผ้า หิน หรือวัสดุอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดสิ่งพิมพ์หลายสำเนา

                ส่วนคำว่า สิ่งพิมพ์นั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานไม่ได้ให้ความหมายไว้แต่พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 บัญญัติว่า สิ่งพิมพ์หมายความว่า สมุด แผ่นกระดาษหรือวัตถุใดๆ ที่พิมพ์ขึ้นมา รวมตลอดทั้งบทเพลง แผนที่ แผนผัง แผนภาพ ภาพวาด ภาพระบายสี ใบประกาศ แผ่นเสียง หรือสิ่งอื่นใดอันมีลักษณะเช่นเดียวกัน

                ในทางบรรณารักษ์ศาสตร์ คำว่า สิ่งพิมพ์หมายถึงวัสดุตีพิมพ์ ได้แก่ สิ่งพิมพ์ที่รวบรวมเป็นเล่มจากการตีพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ เป็นวัสดุเพื่อการอ่านและการศึกษาค้นคว้าต่างๆ ที่ห้องสมุดได้รวบรวม จัดหา จัดเก็บ เพื่อให้บริการในห้องสมุดเป็นวัสดุที่พิมพ์ด้วยกระดาษ มีรูปลักษณะต่างๆกัน ได้แก่ หนังสือ วารสาร หรือนิตยสาร จุลสาร และกฤตภาค

 

ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบและการทำหนังสือ

ลักษณะและสภาพทั่วไปของหนังสือเล่ม

            หนังสือเล่มหมายถึง หนังสือเย็บเล่มทีมีความหนาและขนาดต่างๆ กันตั้งแต่ขนาดเล็กหรือจุลสาร (booklets) ขนาดกระเป๋า (pocketbooks) จนถึงขนาดใหญ่แล้วแต่จะกำหนด ปกที่ใช้จะมีทั้งปกอ่อนและปกแข็ง การออกจำหน่ายเผยแพร่มิได้กำหนดเป็นวาระต่อเนื่องกันไม่มีการออกเป็นรายประจำที่แน่นอนเหมือนหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร หนังสือเล่มส่วนมากจบบริบูรณ์ในตัวเองเล่มเดียวหรือรวมเป็นชุดเป็นเรื่องไป เนื้อหามักเป็นเรื่องเดียวกันทั้งเล่มไม่หลายเรื่องหลายรสหลายแบบ ผู้เขียนมักเป็นคนเดียวกันทั้งเล่ม ไม่จัดเป็นคอลัมน์หรือจัดเป็นหน้าต่างๆ หนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร

                คำว่า หนังสือ (book) เป็นคำที่เรียกวัสดุต่างๆ ที่บันทึกอักขระหรือรอยขีดเขียนอาจหมายถึงแผ่นไม้ไผ่ที่ร้อยรวมกันในประเทศจีนโบราณ หรือแผ่นดินเหนียวในบาบิโลเนียหรือม้วนหญ้าปาปิรัสในอียิปต์  หนังสือที่เรารู้จักในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าสืบสกุลมาจากการบันทึกตัวอักขระบนแผ่นปาปิรัสของอียิปต์ ซึ่งเย็บรวมกันหรือปะติกันแล้วรวมเป็นม้วนๆ หนังสือในลักษณะนี้มีกำเนิดมาก่อนคริสตกาลประมาณ 1,500 ปี

                ในสมัยกรีกและโรมันได้มีการใช้แผ่นหนังสัตว์ตากแห้งแทนแผ่นหญ้าปาปิรัส ซึ่งทำให้ได้หนังสือที่มีลักษณะแข็งแรงทนทานและสะดวกในการใช้งานมากกว่า หนังสือแผ่นหนังสัตว์ (parchment หรือ vellum) ในสมัยก่อนได้ใช้บันทึกข้อเขียนต่างๆ ที่เกี่ยวกับคริสต์ศาสนา กฎหมาย บทกวี และความรู้สึกทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ

                ส่วนศิลปะด้านการพิมพ์ที่มีผลต่อการผลิตสิ่งพิมพ์ต่างๆ นั้นมีกำเนิดขึ้นในประเทศจีน จีนรู้จักแกะสลักตัวหนังสือบนแผ่นหินเรียบๆ และบนแท่นไม้ทำเป็นบล็อก สามารถพิมพ์หนังสือได้ทีละหลายๆชุด วัสดุที่ใช้บันทึกตัวอักขระของจีนเริมตั้งแต่ใช้แผ่นไม้ไผ่ ผ้าไหมจนกระทั่งการทำกระดาษจากวัสดุต่างๆ เช่น เปลือกไม้ เศษผ้าฝ้าย และแหตกปลาเก่าๆ เป็นต้น ต่อมาศิลปะด้านการพิมพ์และการทำกระดาษของจีนได้เผยแพร่ไปยังอาหรับและยุโรปในราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 8                สำหรับระบบการพิมพ์สมัยใหม่นั้น ช่างทองชาวเยอรมันชื่อ โยฮัน กูเตนเบิร์ก ได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดระบบการเรียงพิมพ์และการพิมพ์ที่มีลักษณะสะดวกต่อการใช้งานได้เป็นคนแรกของโลก หนังสือเล่มแรกที่พิมพ์โดยระบบใหม่นี้คือ หนังสือไบเบิล พิมพ์เมื่อพ.ศ. 1998 จากการค้นคิดระบบการพิมพ์ของกูเตนเบิร์กได้ทำให้

โพสท์ใน ความรู้เกี่ยวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(เอกสาร) | แสดงความคิดเห็น

ความรู้เกี่ยวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(ต่อ) 2

     ความรู้เกี่ยวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(ต่อ) 2

 

           เมื่อนำสีแดงมาผสมกับสีขาวจะเป็นสีชมพู  สีแดงจะลดพลังลง และทำให้รู้สึกถึงความอ่อนหวาน  นุ่มนวลและความเป็นกวีขึ้นมาแทน  แต่ถ้าสีแดงและสีเหลืองถูกผสมให้เข้ม  ผลลัพธ์ก็คือสีน้ำตาล  ซึ่งมีความอ่อนแก่ต่างกัน  แต่ไม่ว่าจะอ่อนแก่เพียงใด  สีประเภทน้ำตาลนี้จะให้ความรู้สึกเกี่ยวกับพื้นดิน  ความมั่นคง  เข้มแข็ง  ความเป็นจริงและอบอุ่น

                สำหรับสีเหลือง เป็นสีที่มีพลังในด้านความสว่างอย่างมาก  ให้ความรู้สึกเย็นมากกว่าสีเหลืองอมส้ม  แต่ก็อุ่นกว่าสีเหลืองอมเขียว  สีเหลืองสะท้อนถึงสติปัญญามากกว่าจิตใจ  คุณลักษณะของสีเหลืองจะรู้สึกได้เมื่อมีสีที่สองมาปรากฏอยู่ด้วย  เช่นเมื่ออยู่กับสีเขียวจะทำให้รู้สึกมั่นคงและจับต้องได้มากขึ้น

                สีเขียวเป็นสีทางชีววิทยา  ซึ่งใกล้เคียงกับธรรมชาติ และช่วยให้ความคิดพลุ่งพล่านสงบลง  เป็นสีกลางๆ ไม่เย็นและก็ไม่ร้อน  แต่ถ้าเข้มขึ้นไปทางสีน้ำเงินจะดูเป็นน้ำ  สีเขียวอมฟ้า  สีฟ้าพลอย (turguoise)  เป็นสัญลักษณ์ของน้ำ และอาการเคลื่อนไหว  โดยปกติแล้วสีเขียวอมฟ้าเป็นสีตรงข้ามกับสีฟ้า (fire)

                สีน้ำเงิน  เป็นสีที่เก็บกด  ช่างฝัน  เปล่าเปลี่ยว  ถึงแม้ว่าจะทำให้ใสขึ้นโดยการผสมสีขาวเข้าไปก็ตาม  สีน้ำเงินให้ความประทับใจเกี่ยวกับความสะอาด  บริสุทธิ์  จึงมักใช้ในที่ต้องการแสดงสุขอนามัย

                สีม่วง  แสดงความรู้สึกใคร่ครวญการทำสมาธิ  ความลึกลับ  เวทย์มนต์คาถา และความเก่าแก่โบราณ แม้ว่าจะผสมสีขาวให้เป็นสีม่วงไลแลค (lilac)  ก็ยังทำให้คนที่มองเห็นไม่กล้าเข้าใกล้  ไม่รู้สึกเป็นมิตร  สีม่วงครามซึ่งใกล้สีน้ำเงินมาก  จะดูเกี่ยวข้องกับโลกมากกว่าสีม่วงแดง  แต่ก็ยังคงความเป็นเจ้านายและเต็มไปด้วยเกียรติยศอยู่นั่นเอง

                สีทอง  มีตำแหน่งใกล้สีส้มและนับว่าเป็นสีอุ่นสีหนึ่ง  ในขณะที่สีเงินถูกจัดให้เป็นสีเย็นและมีความคล้ายคลึงกับสีเทากลาง  การใช้สีเงินออกจะยากกว่าเนื่องจากต้องมีสีอุ่นมาใช่ร่วมด้วยหากว่าต้องการผลของความรู้สึกในทางบวก

                สำหรับสีเทาซึ่งมีระดับสีอ่อนแก่ต่างกันมากมายหลายระดับนั้น  ออกจะเป็นที่คุ้นเคยกันดีจากการดูภาพ  ขาว-ดำ  การอ่านหนังสือพิมพ์และหนังสือทั่วไปอยู่แล้ว

                สีดำ  ซึ่งเรียกว่า อรงค์  คือถือว่าไม่ใช่สีดำ  เป็นสัญลักษณ์ของความมืด  ความว่าง  ในการตีพิมพ์สีดำมีค่าในทางบวกมาก  เนื่องจากเมื่อเราใช้สีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือตัวอักษรวางลงไป  ก็จะทำให้สีเหล่านั้นเจิดจ้าสะดุดตาขึ้น

                สีขาวก็เช่นกัน  ไม่เป็นทั้งสีอุ่นและเย็น  ยกเว้นเมื่ออยู่กับสีเหลืองจะทำให้สีเหลืองจ้าขึ้น  เราสามารถวางภาพหรืออักษรสีต่างๆ ลงบนพื้นขาวได้ผลดีเช่นเดียวกับสีดำ

หลักการพิจารณาเกี่ยวกับการใช้สี

                การใช้สีในการออกแบบกราฟิคมีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้งานนั้นน่าดูสวยงามและตื่นตา หรือส่งเสริมให้เนื้อหาสาระที่นำเสนอมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  คนแต่ละวัยมีความสนใจกลุ่มสีแตกต่างกัน  เช่น  เด็กเล็กๆ จะสนใจสีสดเข้ม  สะดุดตา  ไม่ชอบสีอ่อนและจะสังเกตได้ว่าเมื่อมีอายุมากขึ้นก็ยิ่งไม่ชอบสีสดใสมากๆ กลับนิยมสีอ่อนหวานนุ่มนวล  การวางโครงสีในการออกแบบพาณิชย์ศิลป์จึงต้องเน้นเรื่องวัยของกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ  เด็กเล็กๆ ควรใช้สีประเภท Primary หรือ Secondary ส่วนผู้ใหญ่อาจใช้สีแท้ (Hue) ผสมกลุ่มสีขาวหรือสีนวลหรือสีดำที่เรียกว่า  Tint and Shade  การใช้สีขาวหรือสีดำมาผสมกับสีแท้ก็จะช่วยลดความสดใสของสีเดิมลงตามขนาดสัดส่วนมากน้อยตามต้องการ  ดังนั้นก่อนวางโครงสีในการทำงานจึงควรได้พิจารณาเกี่ยวกับการใช้ทางจิตวิทยาด้วยดังนี้

                1.  ใช้สีสดใสสำหรับกระตุ้นให้เห็นเด่นชัด  เพื่อการมองในระยะเวลาสั้นๆ  เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำสื่อเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์

                2.  พึงระลึกไว้เสมอว่าการใช้สีมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเน้นให้เห็นเด่นชัดมุ่งส่งเสริมในเนื้อหาสาระมีความชัดเจนขึ้น  ถูกต้องขึ้น บางครั้งการใช้สีของนักออกแบบจะสามารถใช้สีได้อย่างอิสระเพื่อความสวยงาม  บางครั้งก็จำเป็นต้องนึกถึงหลักความจริงและความถูกต้องอย่างเหมาะสมด้วย

                3.  การออกแบบงานพาณิชย์ศิลป์  งานกราฟิคต่างๆ อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้สีเสมอไป  ผู้ออกแบบจึงควรพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วยว่าควรใช้อย่างไร  เพียงใด  การกำหนดว่าจะใช้สีเพิ่มขึ้นมา 1 สี  นั้นหมายความว่าจะต้องเพิ่มงบประมาณตามมาอีกจำนวนหนึ่งเสมอไป

                4.  ควรใช้สีให้เหมาะสมกับวัยของผู้บริโภค

                5.  การใช้สีมากเกินไปไม่เกิดผลดีกับงานออกแบบอย่างแท้จริง  เพราะสีหลายๆ สีอาจทำให้ลดความเด่นชัดของงานและเนื้อหาสาระที่ต้องการเสนอ

                6.  เมื่อใช้สีสดเข้มจัดคู่กับสีอ่อนมากๆ จะทำให้ดูชัดเจน และมีชีวิตชีวา  น่าสนใจ

                7.  การใช้สีพื้นในงานออกแบบสิ่งพิมพ์ที่มีพื้นที่ว่างมากๆ ไม่ทำให้เกิดผลในการเร้าใจเท่าที่ควร  ควรหลีกเลี่ยง

                8.  ข้อพิจารณาสำหรับการใช้สีบนตัวอักษร  ข้อความ  คือ  จะต้องให้ชัดเจน  อ่านง่าย  ควรงดเว้นการใช้สีตรงข้ามในปริมาณเท่าๆ กัน บนพื้นที่เดียวกันหรือใกล้เคียงเพราะจะทำให้ผู้ดูต้องเพ่งมองมากยิ่งขึ้น  ทำให้เกิดภาพซ้อนพร่ามัว โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระ  เช่นตัวอักษรสีแดงบนพื้นสีเขียว  ความเด่นชัดของข้อความที่ต้องการจะเน้นด้วยความต่างของสีจึงควรคำนึงเรื่องค่าน้ำหนักของสี (Tone of Colour) ให้มากที่สุด

การเลือกใช้ภาพ

                การออกแบบรูปภาพในสื่อใดๆ ก็ตาม  จะสร้างความน่าสนใจได้ดีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับรูปแบบของภาพ  รายละเอียดของภาพตลอดจนเทคนิควิธีการในการสร้างภาพ  ความสมบูรณ์ของภาพที่นำมาใช้จะต้องทำหน้าที่สื่อความหมาย  บรรยายเนื้อหาและมีความสวยงาม  องค์ประกอบที่จะสนับสนุนให้ภาพมีความโดดเด่น  จะต้องประกอบด้วย

                1.  ลักษณะของภาพ  ที่มีความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย

                2.  รูปแบบภาพ  มีความสัมพันธ์กันกับรูปแบบของสื่อ และต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของงานนั้นๆ

                3.  สีของภาพ  ต้องชัดเจน

การออกแบบตัวอักษร (Lettering Design)

            ในการออกแบบตัวอักษรจะเริ่มจากการศึกษาถึงโครงสร้างของตัวอักษรซึ่งตัวอักษรแต่ละตัวอักษรย่อมจะมีรูปลักษณะพื้นฐานเฉพาะใช้เป็นบรรทัดฐานเป็นแนวคิดในการออกแบบ การสร้างสรรค์รูปแบบขึ้นมาใหม่จึงจำเป็นที่จะต้องให้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของโครงสร้างหลักเป็นสำคัญ องค์ประกอบที่ สองก็จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของขนาด สัดส่วนของตัวอักษร เพราะการออกแบบให้ได้ดีและได้แบบอักษรที่สวยงามจะต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการอ่านด้วย

                โครงสร้างตัวอักษร หมายถึงลักษณะต่างๆที่ประกอบกันขึ้นเป็นรูปร่างตัวอักษร ซึ่งไดแก่เส้นแบบต่างอันประกอบด้วย

                1.  เส้นตั้ง (Vertieal Line) ได้แก่ เส้นที่ลากในแนวดิ่ง มีแนวระดับเส้นตัดขวางกับเส้นบรรทัด เส้นตั้งโดยปกติจะมีแนวของเส้นตั้งฉากกับเส้นบรรทัดเสมอเส้นตั้งของตัวอักษรจะมีขนาดหนาหรือบางมากน้อยเพียงใดจึงขึ้นอยู่กับรูปแบบของเส้นตั้งอาจเปลี่ยนแปลงทิศทางไปตามลักษณะของตัวอักษรเช่นตัวอักษรแบบตัวเอน

                2.  เส้นนอน (Horizontal Line) คือเส้นแนวนอนขนานกับแนวเส้นบรรทัด เส้นนอนกับเส้นอื่นๆเป็นตัวอักษรขึ้นมา ลักษณะของเส้นนอนจะมีขนาดหนาและบางต่างไปตามแนวการออกแบบ แต่จะมีขนาดเท่าๆกันสำหรับตัวอักษรในชุดเดียวกัน

                3.  เส้นเฉียง (Inclined Line) ได้แก่เส้นที่ลากในแนวเฉียงของเส้นบรรทัด

                4.  เส้นโค้ง (Curve Line) คือเส้นที่มีลักษณะโค้งที่นำมาประกอบเป็นตัวอักษรหรือใช้เป็นส่วนหัวของตัวอักษร (สำหรับตัวอักษรภาษาไทย) การนำเอาเส้นโค้งมาใช้ประกอบการออกแบบตัวอักษรทำให้รูปแบบตัวอักษรดูนิ่มนวล อ่อนหวานและมั่นคงยิ่งขึ้น

                จะเห็นได้ว่าลักษณะของเส้นแบบต่างๆ ที่จะนำมาประกอบกันขึ้นให้เป็นรูปแบบของตัวอักษร อันเป็นโครงสร้างหลักของตัวอักษรทุกรูปแบบทุกภาษาจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบให้เป็นลักษณะต่างๆ ไก้มากมายตามวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้และเมื่อพิจารณาดูลักษณะของตัวอักษรแต่ละตัวของภาษาไทยและภาษาอังกฤษจะพบว่าลักษณะเฉพาะของตังอักษรจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ โดยแบ่งตามรูปที่แตกต่างตามลักษณะของเส้น ดังนี้

                ก. ตัวอักษรแบบเส้นเดียว ได้แก่ตัวอักษรที่เกดจากเส้นตั้งเพียงเส้นเดียว

                ข. ตัวอักษรแบบเส้นครึ่ง ได้แก่ตัวอักษรที่เป็นเส้นตั้งเป็นหลัก 1 เส้น และเส้นนอนหรือเส้นโค้งหรือเส้นเฉียงอีก 1 เส้น

                ค. ตัวอักษรแบบ 2 เส้น ได้แก่ตัวอักษรที่มีเส้นตั้งเป็นหลักในการออกแบบจำนวน 2 เส้น

                ง. ตัวอักษรแบบ 3 เส้น ได้แก่ตัวอักษรที่ใช้เส้นตั้ง 3 เส้นเป็นหลักในการออกแบบประดิษฐ์

                สัดส่วนตัวอักษร สัดส่วนในการออกแบบตัวอักษรจะเป็นการเน้นที่ความกว้างและความสูงของตัวอักษรประกอบกัน การออกแบบสามารถกำหนดสัดส่วนได้อย่างอิสระตามจุดมุ้งหมายของงาน สัดส่วนของตัวอักษร มีประโยชน์ในการออกแบบมาก เพราะบางครั้งเนื้อหาที่บรรจุข้อความที่มีความจำกัดหรือบางครั้งมีเนื้อที่มากๆ การกำหนดขนาดสัดส่วนของตัวอักษรก็จะปรับเปลี่ยนไป ไม่กำหนดตายตัวการพิจารณาเกี่ยวกับขนาดสัดส่วนจะยึดหลักในการออกแบบไว้ 2 ประการคือ

                1.  สัดส่วนของตัวอักษร (ความกว้างและความสูงของตัวอักษร)

                2.  สัดส่วนภายในตัวอักษร คือความหนาของตัวอักษรและระยะระหว่างเส้นตัวอักษร

                เส้นกับตัวอักษร เส้นที่นำมาใช้ประกอบกันเรื่องการออกแบบย่อมจะเน้นทำให้เกิดผลทางความรู้สึกในการมอง ความชัดเจนในการอ่านและความน่าสนใจในรูปแบบของตัวอักษร การเลือกใช้เส้นที่มีลักษณะต่างๆของอารมณ์จากการลากเส้นอันเป็นผลมาจากความตั้งใจในการเขียน หรือผลมาจากการใช้เครื่องมือแต่ละชนิดย่อมแสดงให้เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนอารมณ์และความรู้สึกของเส้นที่ถูกขีดเขียนขึ้นมาย่อมจะแตกต่างกันไป

                เส้นที่นำมาเขียนเป็นตัวอักษรนอกจากจะทำให้เกิดรูปลักษณะต่างๆกันแล้วยังทำเป็น รูปแบบตัวอักษรอีกด้วยดังนี้

                1.  ตัวเส้นเรียบ เป็นตัวอักษรที่มีขนาดเท่ากับหลอด และมีขอบเส้นตัวอักษรตรงเรียบ

                2.  ตัวเส้นวาดเขียน เป็นแบบตัวอักษรที่มีขนาดเส้นหนาบางต่างกัน ซึ่งมีลีลาค่อนข้างจะอิสระ อันเกิดจากการเขียนด้วยปากกาหรือพู่กัน

                3.  ตัวเส้นอิสระ เป็นลักษณะตัวอักษรที่มีลักษณะเส้นไม่แน่นอน อาจเป็นเส้นหยัก เส้นโค้งงอ หรือเส้นซิกแซ็ก หรืออาจจะเป็นลักษณะของลวดลายประกอบก็ได้

ประเภทของตัวอักษรไทย

            การแบ่งประเภทของตัวอักษรแบ่งได้ตามลักษณะเฉพาะของการออกแบบตัวอักษรได้เป็น 2 ลักษณะด้วยกันดังนี้

                1.  แบบราชการ มีลักษณะเด่นคือ มีรูปแบบเรียบง่าย เป็นระเบียบมีลักษณะเส้นเป็นแบบเส้นตรงเป็นส่วนใหญ่ สามารถนำไปใช้เป็นแบบหัวเรื่อง ชื่อสถานที่หรือใช้เป็นข้อความบรรยายได้

                2.  แบบอิสระ ตัวอักษรแบบนี้มีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามลักษณะงานที่นำมาใช้ ส่วนมากจะใช้ในงานออกแบบสื่อโฆษณา สิ่งพิมพ์ หัวเรื่อง ปกวารสาร นิตยสาร ตลอดจนงานเกี่ยวกับการบันเทิง รูปแบบตัวอักษรมีลีลาของเส้นเป็นแบบอิสระไม่แน่นอน (วรพงศ์   วรชาติอุดมพงศ์, 2538)

 

การออกแบบสิ่งพิมพ์

            ในสมัยโบราณ การออกแบบสิ่งพิมพ์มีจุดประสงค์เพื่อการเสนอข่าว การเผยแพร่ข้อมูลต่างๆให้กว้างขวางและมีปริมาณมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงศตวรรษที่ 15 – 17 ได้มีการผลิตสิ่งพิมพ์เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะมีการประดิษฐ์คิดค้นระบบพิมพ์ เครื่องพิมพ์และวัสดุทางการพิมพ์ขึ้นอย่าง เป็นผลให้สิ่งพิมพ์ในขณะนั้นมีแต่ปริมาณ คำนึงถึงผลกำไร ไม่คำนึงถึงคุณภาพด้านความงามมากนัก จนกระทั้งประมาณปี ค.ศ. 1940 วิลเลี่ยม มอริส นักประพันธ์ชาวอังกฤษได้ออกแบบลวดลายต่างๆมาใช้ในการจัดตกแต่งหน้าหนังสือออกแบบลวดลายให้เป็นกรอบล้อมรอบข้อความ มีการออกแบบตกแต่งตัวอักษร โดยเฉพาะอักษรตัวหน้าให้สวยงามเหมือนการตกแต่งตัวอักษรในคัมภีร์ไบเบิ้ลในสมัยกลาง ต่อมา ชาลี ริคเกอร์ ตระหนักถึงความจำเป็นว่าควรจะสอดแทรกความงามลงในสิ่งพิมพ์จึงเริ่มออกแบบสิ่งพิมพ์โดยเน้นคุณค่าทางความงาม และตั้งสถาบันรับออกแบบสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งพิมพ์ที่เป็นหนังสือซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนั้นให้มีความประณีตสวยงามควบคู่กันไปกับเนื้อหาสาระจนปัจจุบันได้ขยายวงกว้างไปสู่สื่อสิ่งพิมพ์โฆษณาอื่นๆด้วย

            สิ่งพิมพ์ในปัจจุบันต้องมีการลงทุนลงแรงสูงมาก ทั้งงบประมาณและตัวบุคคล เริ่มตั้งแต่การเตรียมทีมงาน ครีเอทีฟ ช่างภาพ แบบร่าง เลย์เอาท์ อาร์ตเวิร์ค ถ้าผลผลิตนั้นไม่สามารถถ่ายทอดได้ตามวัตถุประสงค์ หรือสร้างความน่าสนใจได้ ก็นับว่าเป็นการลงทุนที่เสียเปล่าและไม่มีผลกระทบต่อสินค้าหรือบริการนั้นเลย การออกแบบสิ่งพิมพ์ จึงนับว่าเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่มเป้าหมาย ก่อนที่จะศึกษาถึงกระบวนการหรือขั้นตอนการออกแบบสิ่งพิมพ์ ควรรู้จักภาพรวมของสิ่งพิมพ์ที่ดีเพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบการออกแบบสิ่งพิมพ์ต่อไป

 

 

 

สิ่งพิมพ์ที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

            1. ขนาดของสิ่งพิมพ์ ควรสัมพันธ์กับ ขนาดของกระดาษมาตรฐาน และขนาดของเพลทเพื่อความสะดวกในการจัดหากระดาษ และต้นทุนการผลิต เช่น ขนาด 8 หน้ายกธรรมดา ขนาด 8 หน้ายกพิเศษ ขนาด 16 หน้ายก ขนาด 32 หน้ายก ขนาดพิเศษ ขนาดแทบลอยด์

            2. ควรวางแผนการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ โดยออกเป็นชุด มีความต่อเนื่องกันเพื่อตอกยํ้าให้ติดตา อยู่ในความทรงจำของผู้บริโภคและมีชื่อหน่วยงานหรือองค์กรที่จัดทำ

                3. ข้อความ ตัวอักษร กระทัดรัด เห็นชัด อ่านง่าย เข้าใจง่าย และมีรูปแบบที่สวยงามสะดุดตา น่าสนใจ

                4. ภาพประกอบตรงกับจุดมุ่งหมายของสิ่งพิมพ์ มีความสัมพันธ์กับข้อความและส่งเสริมซึ่งกันและกันจนสามารถสื่อความหมายได้ครบถ้วน

                5. มีการจัดภาพ และข้อความไม่อัดแน่นจนเกินไป ควรจัดให้ดูโปร่งๆสบายตา นอกจากนี้ควรจัดให้มีที่ว่างสำหรับพักสายตาบ้าง

สิ่งพิมพ์ที่ดีควรให้ข้อมูลต่างๆ แก่กลุ่มเป้าหมายต่อไปนี้

            1. คุณภาพและคุณสมบัติ ของสินค้าและบริการ

            2. รูปร่างลักษณะของสินค้า และบริการ

            3. ขั้นตอนการใช้ การผลิต และผู้ผลิต

            การออกแบบสิ่งพิมพ์ นับเป็นการวางแผนเพื่อการผลิตอย่างหนึ่ง โดยจะต้องออกแบบสิ่งพิมพ์ให้มีระเบียบ สวยงาม สะดุดตา น่าอ่าน ด้วยวิธีการทางศิลปะ มีเนื้อหาสาระตรงตามจุดประสงค์ สอดคล้องกับการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย และเทคนิคการพิมพ์

 

รูปแบบการจัดหน้า

                การจัดหน้าเพื่อการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ตัวสินค้าหรือบริการ เป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ โดยมีตัวอักษรข้อความ และภาพประกอบ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่นักออกแบบจะต้องจัดวางให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทั้งสอง และสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของสิ่งพิมพ์และการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย การจัดหน้ามีหลายรูปแบบที่พบเห็นโดยทั่วไปมีดังต่อไปนี้

1. การจัดหน้าโดยเน้นภาพประกอบ

                1.1 การจัดหน้าแบบช่องภาพ (Picture Window Laout)

       เป็นการเน้นภาพใหญ่เพียงภาพเดียว (อาจมีภาพเล็กๆประกอบบ้าง) และมีข้อความประกอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะคอลัมน์แบบกึ่งกลาง ใช้มากในสิ่งพิมพ์ที่เป็นทางการ

1.2 การจัดหน้าแบบภาพเงา (Silhouette Layout)

       เป็นการจัดภาพโดยออกแบบให้ส่วนประกอบต่างๆมีความสัมพันธ์กันจนทำให้เกิดภาพแบบขาวจัดหรือดำจัด เช่น ภาพวัตถุตัดกับพื้นขาว หรือรอยทาบของเงาดำบนพื้นสีอ่อน หรือภาพเงาบนจอหนังตะลุง

1.3 การจัดหน้าแบบตาราง (Mondrian Layout)

       เป็นการจัดโดยใช้แนวของเส้นตั้งและเส้นนอน ประกอบกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมหลายรูป ใช้มากในการโฆษณาในหน้านิตยสาร

1.4 การจัดหน้าแบบแถบซ้อน (Multipanel Layout)

       เป็นการจัดโดยใช้ภาพที่มีขนาดเล็กหลายๆที่มีขนาดใกล้เคียง มาจัดวางให้ภาพวางซ้อนทับและไขว้กันไปมา เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวดูมีชีวิตชีวา

1.5 การจัดหน้าแบบภาพปริศนา (Rebus Layout)

       เป็นการจัดโดยใช้ภาพเป็นส่วนสำคัญให้ภาพหลายภาพอธิบายตนเอง โดยใช้ข้อความประกอบเพียงเล็กน้อย บางครั้งอาจเป็นตอนหรือเป็นช่องต่อเนื่องกัน

2. การจัดหน้าโดยเน้นข้อความ

            2.1 การจัดหน้าแบบอักษรตัวใหญ่ (Big Type Layout)

                   เป็นการจัดโดยเน้นให้มีตัวอักษรขนาดใหญ่ทั้งหัวเรื่องหลักและข้อความรอง เพื่อดึงดูดความสนใจ

                2.2 การจัดหน้าแบบแรงดลใจจากอักษร (Alphabet Inspired Layout)

                   เป็นการจัดโดยใช้ความงามของตัวอักษรที่มีการประดิดประดอยมากเป็นพิเศษ เพื่อสร้างความเป็นจุดเด่นให้ดึงดูดความสนใจ

                2.3 การจัดหน้าแบบละครสัตว์(Circus Layout)

                   เป็นการจัดโดยใช้ภาพที่มีขนาดเดียวกันหลายๆภาพ วางกระจายเต็มหน้า มีข้อความอธิบายภาพ มักใช้กับการโฆษณาสินค้าหลายชนิด หลายแบบแต่เป็นสินค้าบริษัท หรือยี่ห้อเดียวกัน

            2.4 การจัดหน้าแบบหนักบท (Copy Heavy Laout)

                       เป็นการจัดโดยใช้ข้อความมาก โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถจะตัดข้อความได้ มีภาพประกอบบ้างเล็กน้อย

            2.5 การจัดหน้าแบบกรอบ (Frame Layout)

                       เป็นการจัดข้อความและภาพให้ผสมผสานกลมกลืนอยู่ในแนวกรอบเดียวกัน โดยให้มีกรอบจุดเด่นเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย

 

 

           สรุป การออกแบบสิ่งพิมพ์ ต้องใช้ผู้มีความชำนาญด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นงานของนักออกแบบนิเทศศิลป์ ที่ต้องใช้ความรู้ด้านต่างๆ เช่น ธรรมชาติการรับรู้ ความต้องการกลุ่มเป้าหมาย รู้จักลักษณะของสิ่งพิมพ์ที่ดี ขั้นตอนและระบบการพิมพ์ นอกจากนี้ควรนำหลักการจัดภาพ ความประสานกลมกลืน ความสมดุล การสร้างจุดสนใจ มาช่วยในการออกแบบให้สิ่งพิมพ์มีเสน่ห์ สวยงาม ดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย (นวลน้อย  บุญวงษ์,2539)

 

ขั้นตอนการออกแบบสิ่งพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์

การออกแบบสิ่งพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์มีขั้นตอนออกแบบดังนี้                1. การทำแบบร่าง หรือการทำดัมมี่(dummy) หมายถึงการจัดหน้าของหนังสือพิมพ์นิตยสาร วารสารทั้งฉบับ มีลักษณะเหมือนแผนผังหรือแผนที่ ในการกำหนดจำนวนหน้าในสิ่งพิมพ์นั้นๆ (Arnold, 1976 อ้างใน ปราโมท์ แสงพลสิทธิ์, 2540) ดังนั้นการทำแบบร่างก็คือการกำหนดว่าในสิ่งพิมพ์เล่มที่จะทำมีจำนวนกี่หน้า แต่ละหน้าจะมีเนื้อหาอะไรบ้าง เมื่อรับเนื้อหาต้นฉบับมาครบเรียบร้อยแล้วก็จะคำนวณเนื้อหาต้นฉบับทั้งหมดเมื่อนำมาพิมพ์เป็นหนังสือทั้งเล่มจะได้จำนวนกี่หน้า โดยทดลองเรียงพิมพ์หนึ่งหน้าแล้วเปรียบเทียบกับจำนวนหน้า และจำนวนบรรทัดของต้นฉบับจากผู้เขียนจะทำให้ทราบได้ว่าเป็นหนังสือกี่หน้า ซึ่งจะทำให้ผู้ออกแบบได้ทราบต่อไปว่าจะต้องใช้กระดาษจำนวนกี่ยกต่อเล่ม และสามารถกำหนดส่วนต่างๆ ของหนังสือได้อย่างเหมาะสม (ปราโมทย์ แสงพลสิทธิ์, 2540) ในขั้นตอนนี้ปกติถ้าเป็นหนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร จะกำหนดจำนวนหน้าคูณด้วยสี่ เพื่อให้การจัดพิมพ์ลงตัว เนื่องจากการพิมพ์ในโรงพิมพ์จะพิมพ์เป็นหน้าคู่ หมายความว่าหนึ่ง

โพสท์ใน ความรู้เกี่ยวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(เอกสาร) | แสดงความคิดเห็น

ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบ 1

ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบ

การออกแบบกราฟิก ( Graphic Design )

                งานกราฟิกส่วนใหญ่เป็นส่วนสำคัญที่มีบทบาทยิ่งต่อการออกแบบและกระบวนการผลิตสื่อ โดยเฉพาะสื่อที่ต้องการสัมผัสรับรู้ด้วยตา ได้แก่ หนังสือ นิตยสาร วารสาร แผ่นป้ายโฆษณา บรรจุภัณฑ์ แผ่นพับ แผ่นปลิว โทรทัศน์ ภาพยนตร์ นักออกแบบจะใช้วิธีหาการทางศิลปะและหลักการทางออกแบบร่วมกันสร้างสรรค์รูปแบบสื่อเพื่อให้เกิดศักยภาพสูงสุดในการที่จะเป็นตัวกลางของกระบวนการสื่อความหมายระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร นักออกแบบกราฟิกจะต้องค้นหา รวบรวมวิธีต่างๆขบคิดแนวทางและวางรูปแบบที่ดีที่สุดในอันที่จะทำให้สื่อนั้นสามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย ให้เกิดการรับรู้ยอมรับ และมีทัศนคติที่ดีต่อการตอบสนองสื่อที่มองเห็น

                วิธีการออกแบบ และวิธีแก้ปัญหาการออกแบบโดยการนำรูปแบบโดยการนำเอารูปภาพประกอบ ภาพถ่าย สัญลักษณ์ รูปแบบและขนาดของตัวอักษร มาจัดวางเพื่อให้เกิดการนำเสนอข้อมูลอย่างชัดเจน เกิดผลดีต่อกระบวนการสื่อความหมาย และแสดงคุณค่าทางการออกแบบอย่างตรงไปตรงมางานออกแบบกราฟิกจึงมีลักษณะเฉพาะซึ่งมีวิธีการและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างไปจากงานวิจิตรศิลป์ แต่ในบางกรณีผู้ออกแบบก็อาจจะสอดแทรกงานศิลปะแท้ๆ เข้าไปเป็นส่วนส่วนหนนึ่งของการออกแบบกราฟิกเพื่อใช้สำหรับกระบวนการสื่อสาร การเรียนรู้ การตลาด การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ซึ่งอาจรวมกันเรียกว่าเป็นประยุกต์ศิลป์ ถ้าเป็นงานที่มีลักษณะเน้นหนักไปทางด้านธุรกิจ การพาณิชย์ ก็เรียกว่าเป็นงานออกแบบพาณิชย์ศิลป์ และถ้าเป็นการเน้นวัตถุในแง่ของการสร้างสรรค์สื่อเพื่อการสื่อความหมายก็ความหมายก็จะรวมเรียกว่าเป็นงานออกแบบทัศนะสื่อสาร

ความหมายของการออกแบบ (Definition of  Graphic Design)

                ได้มีผู้ให้ได้ความหมายของคำว่า กราฟิก ไว้อยู่หลายความหมายด้วยกันในสมัยโบราณหมายความถึงภาพลายเส้นหรือภาพที่เกิดจากการวัด ขากการขีดเขียนที่แสดงด้วยตารางภาพหรือแผนภาพ การวาดเขียนระบายสี การสร้างงานศิลปะบนพื้นระนาบ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่างานกราฟิกหมายถึงกระบวนการออกแบบต่างๆในที่เป็นวัตถุ 2 มิติ คือมีความกว้างและความยาวเท่านั้น เช่นงานออกแบบบ้านของสถาปนิกในการเขียนแบบ ตัดภาพและรายละเอียดบทแปลนบ้านเรียกว่าเป็นงานกราฟิก การเขียนภาพเหมือนจริงของจิตรกร การออกแบบภาพโฆษณาของนักออกแบบ การออกแบบฉลาก หรือลวดลายหรือภาพประกอบ หรือตัวอักษรที่ปรากฏบนฉลากสินค้า บนตัวสินค้าหรือบนตัวภาชนะบรรจุสินค้า เหล่านี้ถือว่าเป็นงานกราฟิกทั้งสิ้น

                คำว่าการออกแบบ ก็มีความหมายเป็นหลายนัยเช่นกัน จากลากศัพท์ลาตินคำว่า Design ซึ่งมาจาก Designare หมายถึงกำหนดออกมา กะหรือขีดหมายเอาไว้ เป้าหมายที่แสดงออกหมายถึงสิ่งที่อยู่ในอำนาจความคิดอันอาจเป็นโครงการ  รูปแบบหรือแผนผังที่ศิลปินกำหนดขึ้นด้วยการจัดท่าทาง  ถ้อยคำ  เส้น  สี  รูปแบบ  โครงสร้างและวัสดุต่างๆ โดยใช้หลักเกณฑ์ทางความงามหรือสุนทรียุ่งยากสลับซับซ้อนเต็มที่

                ปี 1950 Alexander ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “Design” ว่าหมายถึง การค้นหาส่วนประกอบทางด้านร่างกายอันถูกต้องของรูปธรรมและโครงสร้าง

                ปี 1962 Asimor  กล่าวว่า การออกแบบหมายถึง การตัดสินสั่งการสำหรับโฉมหน้าที่ไม่แน่นอนคือการตัดสินใจที่แน่นอนโดยไม่ต้องการความผิดพลาด

                ปี 1964 Booker  หมายถึง  การลงมือทดลองทำก่อนเพื่อความแน่ใจในผลสุดท้าย

                ปี 1965 Archer  หมายถึง  กิจกรรมทางด้านแก้ปัญหาโดยมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน

                Reswick  หมายถึง  กิจกรรมที่สร้างสรรค์ เป็นการรวบรวมเอาสิ่งใหม่และมีประโยชน์

                ปี 1966  Grogory  กล่าวว่า  การออกแบบเป็นผลิตผลที่สัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจ

                Jone กล่าวว่า  เป็นกระบวนการกระทำสิ่งที่ยุ่งยากเพื่อให้เกิดความเชื่อถือ

                ปี 1968 Matchett  หมายถึง  การแก้ไขปัญหาซึ่งเป็นผลสรุปของความต้องการในสถานการณ์หนึ่งสถานการณ์ใด

                อารี  สุทธิพันธุ์  หมายถึง  การสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อประโยชน์และความงามด้วยการนำส่วนประกอบของการออกแบบมาใช้ (Elements of Design) และหมายถึง การปรับปรุงของเดิมที่มีอยู่แล้วดัดแปลงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น (Organize and Reorganize)

                ประพันธ์  บุญเลิศ หมายถึง การสร้างสรรค์ปรุงแต่งด้วยส่วนประกอบของศิลปะ เช่น  เส้น  สี  แสงและเงา  ลักษณะผิว  ขนาดรูปร่าง  ทิศทาง  น้ำหนัก  เพื่อให้เกิดรูปทรงใหม่ตามความต้องการ  ให้มีความงามและประโยชน์ที่จะนำมาใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์

                เมื่อพิจารณาถึงความหมายของคำทั้งสองคำเมื่อนำมารวมกันก็พอจะสรุปความหมายได้ว่า

การออกแบบกราฟิก หมายความถึง 

                1.  การใช้ความคิดและสามัยสำนึกในการทำงานที่ได้วางแผนไว้ให้ได้ตามที่คาดหมายอย่างสมบูรณ์

                2.  การถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นโครงสร้างระเบียบแบบแผนต่างๆทางทัศนะสัญลักษณ์

                3.  เป็นการออกแบบเพื่อให้อ่าน เช่น ออกแบบหนังสือ นิตยสารโฆษณา หีบห่อ ป้ายภาพยนตร์ โทรทัศน์ โปสเตอร์ แผ่นพับ นิทรรศการ

คุณค่าของงานกราฟิก

                จะเห็นได้ว่าภาวะการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสิ่งต่างๆ จากอดีตสู่ปัจจุบัน จากปัจจุบันสู่อนาคตมีผลกระทบโดยตรงที่จะทำให้งานออกแบบกราฟิกมีบทบาทและมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ระบบการสื่อสาร การสร้างสรรค์และการจรรโลงสภาพสังคมให้เล็งเห็นถึงคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ งานกราฟิกชิ้นเยี่ยมที่แสดงให้เห็นความคิดในการออกแบบเป็นเลิศ จะมีอิทธิพลโดยตรงที่จะโน้มน้าวผู้รับข้อมูลเกิดความสนใจและยอมรับ และในขณะเดียวกันก็ยังแสดงคุณค่าอื่นพร้อมกันไปด้วย ได้แก่

                1.  เป็นสื่อกลางในการสื่อความหมายให้เกิดความเข้าใจตรงกันจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งได้อย่างชัดเจน

                2.  สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เกิดการศึกษากับกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี

                3.  ช่วยให้เกิดความน่าสนใจ ความประทับใจ และความน่าเชื่อถือแกผู้บริโภค

                4.  ทำให้เกิดความกระตุ้นทางความคิดและการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

                5.  ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ข้อมูลที่ได้จากงานออกแบบกราฟิกจะช่วยกระตุ้นให้ปฏิบัติจามหรือประพฤติตามหรือเปลี่ยนพฤติกรรมทางความคิดได้ด้วย

นักออกแบบกราฟิก ( Graphic Designer )

                งานออกแบบกราฟิกมีขอบข่ายกว้างขวาง นักออกแบบจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานด้านกราฟิกเป็นอย่างดี เพื่อที่จะสร้างแนวความคิดและจัดเสนอรูปแบบกราฟิกให้สอดคล้องกับสื่อลักษณะต่างๆต้องมีความเข้าใจถึงระบบการสื่อสารและกระบวนการผลิตสื่อเพื่อการสื่อความหมายโดยถ่องแท้ งานกราฟิกไม่ใช้งานโฆษณา ไม่ใช่งานตลาด ไม่ใช่งานประชาสัมพันธ์ และงานกราฟิกก็ไม่ใช่งานศิลปะอย่างแท้จริง นักออกแบบกราฟิกจะต้องใช้ความรู้ความเข้าใจพื้นบานในหลายๆด้านมาประกอบกับที่จะสร้างสรรค์ผลงานให้สามารถดำเนินการผลิตในกระบวนการต่อไปได้ตามเจตนารมณ์ และแสดงบทบาทของการเป็นตัวกลางที่จะนำเสนอข้อมูลสาระต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดการผลักดันในการกระตุ้นการเห็น การรับรู้ และการสร้างจิตสำนึกที่ดีต่อสิ่งนั้น ปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆย่อมอยู่ในความคิดของนักออกแบบที่จะละเลยเสียมิได้ การปรุงแต่งงานออกแบบจะต้องสอดคล้องกับหลักปรัชญาการออกแบบ ซึ่งได้แก่

1.  ก่อให้เกิดประโยชน์และแสดงศักยภาพในหน้าที่ได้โดยตรงตามวัตถุประสงค์มากที่สุด

2.  ต้องสามารถแสดงคุณค่าในด้านสุนทรียศาสตร์ได้อย่างดี

                3.  มีรูปแบบที่ทันสมัย

                4.  มีความประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุดและส่งผลตามวัตถุประสงค์ได้มากที่สุด

                5.  มีรูปแบบที่แสดงถึงสัญลักษณ์และลักษณะเฉพาะอันสอดคล้องกับลักษณะศิลปวัฒนธรรมของชาติ

อิทธิพลของศิลปะในการออกแบบกราฟิก

                เพื่อให้งานกราฟิกมีคุณค่าทางความงาม มีความน่าเชื่อถือและสามารถแสดงเอกภาพของการสื่อความหมายได้อย่างเต็มที่ องค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยทำให้งานออกแบบกราฟิกมีความโดดเด่นและน่าสนใจนักออกแบบจึงใช้หลักและวิธีการทางศิลปะเป็นแนวทางในการออกแบบโดยพิจารณาจากหลักการต่อไปนี้

                1.  รูปแบบตัวอักษรและขนาด การสร้างรูปแบบตัวอักษรให้มีรูปแบบที่แปลกตา สวยงาม จะช่วยเร่งเร้าความรู้สึกตอบสนองได้เป็นอย่างดี ในการกำหนดแบบของตัวอักษรบนงานกราฟิกผู้ออกแบบจะต้องเน้นความสวยความชัดเจนสวยงามอ่านง่ายและสอดคล้องกับโครงการออกแบบนั้นๆด้วย นักออกแบบจะต้องพิจารราเรื่องรูปแบบสำหรับข้อความนำเรื่อง และข้อความรายละเอียดไปพร้อมๆกัน นอกจากรูปแบบตัวอักษรแล้ว การกำหนดขนาดของตัวอักษรที่มีความสำคัญไม่น้อยเลย ขนาดตัวอักษรทุกส่วนบนชิ้นงานต้องมีความพอเหมาะที่ต้องอ่านได้ง่าย ตัวอักษรที่มีขนาดเล็กมากอาจเป็นอุปสรรคในการสื่อความที่ดี ความกว้างและความสูงพอเหมาะก็ให้รูปแบบดูง่ายขึ้น นอกเหนือจาดที่กล่าวมาแล้วการจัดวางรูปแบบข้อความที่สอดคล้องกับความเคยชินในการอ่านโดยปกติก็จะเป็นสาระที่ควรคิดด้วนในการออกแบบ

                2.  การกำหนดระยะห่างและพื้นที่ว่าง  การจัดพื้นที่ว่างในการออกแบบกราฟิก  มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการจัดระเบียบของข้อมูล  ช่วยการเน้นความชัดเจนและความเป็นระเบียบมากขึ้น  ระยะห่างหรือพื้นที่ว่างจะช่วยพักสายตาในการอ่าน  ทำให้ดูสบายตา  สร้างจังหวะลีลาขององค์ประกอบภาพให้เหมาะสมและสวยงาม

                3.  การกำหนดโครงสี  สีที่มีบทบาทอย่างยิ่งที่จะช่วยเน้นความชัดเจนทำให้สะดุดตา  สร้างสรรค์ความสวยงาม  การกำหนดโครงสีจะใช้วิธีการใดก็ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทของงานนั้นๆ ข้อคำนึงสำคัญคือสีบนภาพ  พื้นภาพและบนตัวอักษรต้องมีความโดดเด่น  ชัดเจน  เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายซึ่งมีความสนใจและความชอบที่แตกต่างกันไป  นักออกแบบอาจใช้หลักการทางทฤษฎีสีผสมผสานกับหลักจิตวิทยาการใช้สีในการจัดโครงสีบนชิ้นงานเพื่อเป้าหมายการตอบสนองที่ดีที่สุด

                4.  การจัดวางตำแหน่ง  หมายถึงการออกแบบจัดโครงร่างทั้งหมดที่จะกำหนดตำแหน่งขนาดของภาพประกอบ  ตำแหน่งของข้อความทั้งหมดและส่วนประกอบอื่นๆ ที่ปรากฏ  ซึ่งผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงจุดเด่นที่ควรเน้น  ความสมดุลต่างๆตลอดจนความสบายตาในการมอง  นักออกแบบจะต้องให้ความสำคัญต่อสาระทุกส่วนที่ปรากฏบนชิ้นงานเท่ากันหมด  ความพอเหมาะพอดีขององค์ประกอบตำแหน่งต่างๆ จะทำให้งานกราฟิกเป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้น

การออกแบบกราฟิก

                เพื่อให้สามารถแสดงบทบาทของการออกแบบอย่างเต็มที่ และบรรลุวัตถุประสงค์ในการประชาสัมพันธ์ หรือการโฆษณาสินค้าใดก็ตาม  การออกแบบจึงเป็นหัวใจของชิ้นงานกราฟิกอย่างมาก  คุณค่าจะส่งผลมากหรือน้อยเพียงใดก็ย่อมขึ้นอยู่กับคุณภาพ  จึงอาจกล่าวได้ว่างานกราฟิกต้องมีการออกแบบที่ดีด้วย  ในการออกแบบจึงควรได้พิจารณาสิ่งต่อไปนี้

                1.  ความง่าย  งานกราฟิกใดไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอในรูปแบบใดก็ตามกราฟิกนั้นอาจเป็นแผนภูมิ  แผนภาพ  ไดอะแกรม หรืออื่นๆ การออกแบบจะต้องทำภายในเนื้อที่ซึ่งมีความจำกัด  มีขอบเขตความกว้างความยาวชัดเจน  การออกแบบจะต้องเป็น ความง่าย

                1.1  ง่ายต่อการนำไปใช้  มีขนาดพอเหมาะ  ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป

                1.2  ง่ายต่อการผลิต  การผลิตไม่ยุ่งยากสับสน

                1.3  ง่ายต่อการสื่อความหมาย  มีภาพชัดเจน  ตัวอักษรอ่านง่าย  ข้อความกระชับเข้าใจ

                2.  ความเป็นเอกภาพ  เอกภาพในที่นี้หมายถึง  สิ่งที่ช่วยให้ชิ้นงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์นั้นๆ ความเป็นเอกภาพจะครอบคลุมถึงเรื่องของความคิดและการออกแบบ หรือ Unity of Idia and Unity of Design

                3.  การเน้น  ภายในเนื้อที่อันจำกัดนั้นจะต้องมีการเน้น  การเน้นจะเป็น ณ จุดใดจุดหนึ่งที่เห็นว่ามีความสำคัญ  อาจกระทำได้ด้วยภาพหรือด้วยข้อความก็ได้โดยมีหลักว่า ความคิดเดียวและจุดสนใจเดียว (One Concept and One Interested)  การมีหลายความคิด หรือนำเสนอหลายจุดสนใจ จะทำให้การออกแบบล้มเหลวเพราะหาจุดเด่นชัดไม่ได้  ภาพรวมจะไม่ชัดเจนขาดเอกลักษณ์ของความเป็นผู้นำในตัวสินค้าหรือความเป็นหนึ่งของสื่อ  นอกจากนี้ยังอาจจะเป็นในส่วนของขนาด  สี  แสง หรือทัศนมิติ ก็ได้

                4.  ความสมดุล  ความสมดุลในงานกราฟิกเป็นเรื่องราวของความงามและความน่าสนใจ  ความสมดุลในที่นี้ควรพิจารณาที่การออกแบบว่าต้องการอย่างไร  ต้องการให้เกิดอารมณ์อย่างไร  เรียบง่าย  สบายตา หรือว่าเร้าใจเกิดการกระตุ้นและตื่นเต้น  ความสมดุลสามารถเสนอได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ความสมดุลตามแบบและความสมดุลนอกแบบ หรือความสมดุลสร้างสรรค์  ทั้งนี้จะต้องพิจารณาถึงเรื่องของความงามอันเกิดจากเส้น  สีสัน  ลักษณะช่องไฟ  รูปแบบของภาพ  ขนาดของตัวอักษรด้วย

แนวสร้างสรรค์งานกราฟิก

                งานกราฟิกที่น่าสนใจจะต้องมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่ชัดเจน  การออกแบบจะเป็นตัวสนับสนุนในงานน่าสนใจเพียงใด  ความสำเร็จของธุรกิจสื่อโฆษณา หรือกลยุทธ์ทางการสื่อความหมาย  จึงต้องขึ้นอยู่กับการออกแบบอย่างมากเพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้สนใจงานโฆษณา และการสร้างสรรค์งานออกแบบกราฟิกทั่วไป  จึงขอเสนอรูปแบบขององค์ประกอบศิลป์  สำหรับงานกราฟิกเพื่อพิจารณา

                1.  แบบแถบตรง (Band)  เป็นองค์ประกอบที่กำหนดเพื่อหาสาระรายละเอียดที่ต้องการนำเสนอเข้าด้วยกันให้อยู่ในขอบเขตในแนวดิ่งตรง

                2.  แบบแกน (Axial)  เป็นลักษณะที่มีแกนกลาง และมีสาขาแยกย่อยออกไป  โดยเน้นจุดเด่นที่แกน  กิ่งก้านสาขาจะช่วยเป็นตัวองค์ประกอบเสริมให้จุดเด่นมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

                3.  แบบตาราง (Grid)  เป็นองค์ประกอบที่มีลักษณะเป็นตารางเล็กใหญ่สลับกับภาพในเนื้อที่ที่กำหนด

                4.  แบบกลุ่ม (Group)  เป็นลักษณะการจัดรวมเป็นกลุ่มไม่ควรเกิน 3 กลุ่มในชิ้นงาน และมีขนาดแตกต่างกัน  โดยคำนึงถึงเรื่องการกำหนดพื้นที่ว่าง (Space) ด้วย

                5.  แบบต่อเนื่อง (Path)  คือองค์ประกอบที่จัดวางให้มีลักษณะที่ต่อเนื่องกัน  โดยคำนึงเรื่องจังหวะและลีลาของรูปทรงส่วนรวมกับพื้นที่ว่างด้วย

                6.  แบบตัวอักษร (Lettering)  อาจจัดเป็นแบบรูปทรงตัวอักษรอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีรูปร่างสวยงาม  เช่น  แบบตัวที (T)  แบบตัวไอ (I)  แบบตัวเอช(H)  แบบตัวเอส(S) หรือแบบตัวแซท(Z) ก็ได้

จิตวิทยาในการใช้สี

                ความพึงพอใจ  ความชอบและไม่ชอบเกี่ยวกับสีแต่ละสีของคนแต่ละคน แต่ละกลุ่มเป้าหมาย  มีส่วนที่จะชักจูงให้เกิดความรู้สึกสนใจและเข้าใจถึงคุณค่าของภาพเหล่านั้น  สามารถตอบสนองแรงกระตุ้นได้ตามวัตถุประสงค์เป็นเป้าหมายที่สำคัญของงานออกแบบทีเดียว  มีทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องสีที่จะช่วยให้ความกระจ่างในเรื่องของความหมายและอิทธิพลของสีที่มีต่อการรับรู้ต่อทัศนภาพที่ปรากฏ  เพื่อให้สามารถสื่อความหมายกันได้อย่างดี  เป็นที่ยอมรับและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมีอยู่ 4 ทฤษฎี คือ

                1.  ทฤษฎีตามหลักวิชาฟิสิกส์  อธิบายความหมายของสีจากการมองเห็นโดยมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องแสง  ตามทฤษฎีสีนี้  สีหมายถึงส่วนประกอบของสเปคตรัม (Spectra Composition) แม่สีแสงนี้ประกอบไปด้วยสี 3 สี ได้แก่ Red  Green  Blue  ถ้านำเอาแสงของสีทั้งสาม มาผสมกันจะได้สีใหม่อีก 3 สี  ดังนี้

                RED + BLUE                                       =  MAGENTA

                BLUE + GREEN                 =  CYAN

                GREEN + RED                                   =  YELLOW

                และ

                RED + GREEN + BLUE                   =  WRITE

                2.  ทฤษฎีสีตามหลักวิชาเคมี  อธิบายความหมายของสีตามคุณสมบัติทางเคมีที่ปรากฏ คือเป็นส่วนที่ผสมที่ย้อมขึ้น (DYE) หรือเป็นเนื้อแท้ของสี (Pigment) ซึ่งกำหนดแม่สีไว้เป็น 3 สีคือ  สีแดง  สีน้ำเงิน  ถ้านำเอาเนื้อสีมาผสมกันก็จะได้สีใหม่อีก 3 สี ดังนี้

                สีแดง                     +  สีเหลือง            =  สีส้ม

                สีเหลือง                 +  สีน้ำเงิน            =  สีเขียว

                สีน้ำเงิน                 +  สีแดง                 =  สีม่วง

                3.  ทฤษฎีสีหลักตามจิตวิทยา  เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอันเป็นแรงกระตุ้นหรือสิ่งเร้า  ตามทฤษฎีนี้จะอธิบายคุณสมบัติของสีตามสิ่งเร้าประเภทต่างๆ ที่มองเห็น  แม่สีตามทฤษฎีนี้ประกอบด้วย  สีเหลือง  สีเขียว  สีน้ำเงิน และสีแดง  และถ้านำสีทั้งสี่นี้มาผสมกันก็จะได้สีใหม่อีก 4 สี ดังนี้

                สีเหลือง                 +  สีเขียว                =  สีเขียวเหลือง

                สีเขียว                    +  สีน้ำเงิน            =  สีเขียวน้ำเงิน

                สีน้ำเงิน                 +  สีแดง                 =  สีม่วง

                สีแดง                     +  สีเหลือง            =  สีส้ม

                4.  ทฤษฎีสีของมันเซลล์ (สีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน)  ซึ่งอธิบายความหมายและคุณสมบัติของสีตามที่ใช้ในชีวิตประจำวัน  มันเซลล์ (Munsell)  ศิลปินชาวอเมริกันได้กำหนดแม่สีขึ้นเป็น 5 สีด้วยกันคือ  สีแดง  สีเหลือง  สีเขียว  สีน้ำเงิน และสีม่วง  เมื่อนำมาผสมกันจะได้สีใหม่อีก 5 สีดังนี้

                สีแดง                     +  สีเหลือง            =  สีส้มหรือสีเหลืองแก่

                สีเหลือง                 +  สีเขียว                =  สีเหลืองเขียว

                สีเขียว                    +  สีน้ำเงิน            =  สีเขียวน้ำเงิน

                สีน้ำเงิน                 +  สีม่วง                 =  สีม่วงน้ำเงิน

                สีม่วง                      +  สีแดง                 =  สีม่วงแดง

การใช้สี

                แม้ว่าจะมีทฤษฎีเกี่ยวกับสีอย่างมากมายแตกต่างกันออกไปตามลักษณะการนำไปใช้ แต่ลักษณะเฉพาะหรือคุณค่าเฉพาะของสีแต่ละสีย่อมจะเป็นตัวแทนของอารมณ์ต่างๆ ในวัตถุที่มีสีปรากฏขึ้นในตัว  เมื่อสายตาได้สัมผัสวัตถุได้เห็นความแตกต่างหลากหลายของสีในวัตถุย่อมเกิดความรู้สึกต่างๆ ได้แก่  ตื่นเต้น  หนาวเย็นหรืออบอุ่น  อ่อนหวาน  นุ่มนวลหรือเข้มแข็ง และนอกจากความรู้ทั่วๆไปแล้ว ยังเป็นที่ยอมรับกันว่าสีเป็นสัญลักษณ์ของความคิดทางนามธรรมบางประการอีกด้วย  เช่น  ความสงบสันติ  การเคลื่อนไหว  อันตราย  ความตาย ฯลฯ  อิทธิพลของสีที่เกี่ยวเนื่องกับการรับรู้และการจดจำสิ่งต่างๆ รอบตัว  มีผลกระทบต่อระบบประสาทสัมผัสได้ดีกว่ารูปร่าง  ลายเส้น หรือถ้อยคำตลอดจนเป็นมโนทัศน์ต่างๆ การใช้สีในงานออกแบบย่อมจะต้องแสดงคุณค่าอย่างเด่นชัดในอันที่จะเชื่อมโยงส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระและจิตใต้สำนึกของคนให้รับรู้และเกิดทัศนคติอย่างใดอย่างหนึ่ง  อันเกี่ยวเนื่องกับความชอบและไม่ชอบของแต่ละคน  การมีความรู้และประสบการณ์ในการเลือกใช้สีของนักออกแบบจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เอกสารเหล่านั้นบรรลุเป้าหมายตามต้องการได้ไม่ยากนัก  การเรียนรู้ถึงอิทธิพลที่มีต่อความรู้สึกของการมองสีแต่ละสี  จึงเป็นสิ่งที่น่าศึกษาอย่างแท้จริง  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

                สีแดง  เป็นสีของไฟ  การปฏิวัติ  ความรู้สึกทางกามรมณ์  ความปรารถนา  สีของความอ่อนเยาว์  ดังนั้นจึงเป็นที่ชอบมากสำหรับเด็กเล็กๆ สีแดงเป็นสีที่มีพลังมาก  สามารถบดบังสีอื่นๆ จึงไม่เหมาะที่จะใช้เป็นสีพื้นหรือฉากหลัง (Back ground)

                สีเหลือง  เขียว และม่วงทุกระดับสี (Shades)  มีค่าสีแตกต่างกัน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสีที่มาผสม  สีดังกล่าวอาจทำให้เกิดความรู้สึกในทางบวก  การแสดงออกเต็มไปด้วยความรู้สึกชาญฉลาด หรือให้ความรู้สึกในทางลบและเก็บกดก็เป็นด้วย

 

 

**ยังมีต่ออีกชุดง่ะ   ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบ 1

 

 ——————-

ขอบคุงเพื่อนที่แสนดีของผม กี้ สำหรับข้อมูล

 

โพสท์ใน ความรู้เกี่ยวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(เอกสาร) | 1 ความเห็น

ทิป xp การกู้ข้อมูล-เมื่อkeyboardเสียทำไงดี-การเข้าวินโดร์ไม่ต้องรอ-โปรแกรมค้างทำไงต่อดีฟ่า-….

1.แปลงระบบ FAT32 ให้เป็น NTFS
ไปที่ start >run พิมพ์ Convert X: /FS:NTFS
X คือ ไดร์ฟที่จะเปลี่ยน
ระหว่าง ไดร์ฟ: กับ / ต้องมีเว้นวรรค
แล้วกด ok แล้วจะมีการยืนยันกด yes ไปเรื่อยๆแล้วกด enter เพื่อ restart แล้วก็รอจะเข้า windows ใหม่ ก็เรียบร้อย

2.วิธี backup registry
start>program>accessories>system tool เลือก backup
จะปรากฏหน้าต่าง backup or restore
คลิกที่ลิงค์ advance mode
คลิกแถบ backup
แล้วคลิกเลือกส่วน System State
ดูด้านล่างตรง backup media or file name กำหนดว่าจะ backup ที่ไหน
คลิก start backup แระstart backup จนเสร็จ

3.วิธี restore registry
start>program>accessories>system tool เลือก backup
จาปรากฏหน้าต่าง backup or restore
คลิกที่ลิงค์ advance mode
คลิกแถบ restore and manage media
คลิกเลือก system state ที่ backup ไว้
คลิก start restore

4.หยุดการ auto run ของแผ่น cd
ก่อน shift ค้างแล้วใส่แผ่น cd

5.ลบโปรแกรมที่มาพร้อมกับ win xp ออก
โปรแกรมที่มากับ winxp จะไม่มีใน add remove
ไปที่ start >setting>control panal>folder option
เลือกแถบ view เลือก show hidden files….เพื่อให้ windows โชว์ไฟล์ทั้งหมด
แล้วไปที่ start>run พิมพ์ inf
หาไฟล์ sysoc.inf แล้วดับเบิ้ลคลิก จะเปิดมาใน notepad
มองหาโปรแกรมที่จะลบ แล้วลบคำว่า hide ออกแล้ว save แล้วไปที่ add remove แล้วลบโปรแกรมที่จะเอาออก

6.วิธีลบ Shared Documents ออกจาก My Computer
บางท่านคงไม่เคยใช้ประโยชน์จากโฟลเดอร์นี้เลย ครั้งอยากลบก็ลบเหมือนโฟลเดอร์ทั่วๆไปไม่ได้ รกตาเป็นบ้า
ดังนั้นเรามาดูวิธีลบมันออกไปกันดีกว่า หุหุหุ
ก่อนอื่นให้ไปที่ Start>Run แล้วพิมพ์ regedit
จากนั้นให้เลือกที่ HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\Windows\Curr entVersion\Explorer\MyComputer\NameSpace\DelegateF olders
จากนั้นให้มองหาคีย์ {59031a47-3f72-44a7-89c5-5595fe6b30ee}
ลบคีย์ที่ว่านี้ออกไปซะ Restart เครื่องใหม่ซะ
Shared Documents ก็จะหายไปจาก My Computer

7.เมื่อ keyboard เสีย
เราสามารถใช้โปรแกรมที่มากับ winxp มาแก้ขัดก่อนได้ คือ on-screen keyboard
ไปที่ start>run พิมพ์ OSK

8.เข้า winXp ไม่ต้องรอนาน
โดยปกติเมื่อเปิดเครื่องเข้า winxp นานประมาณ 30 วินาทีอาจไม่ทันใจพวกเรานัก
ไปที่ start>run พิม cmd
มันจะขึ้นมาเป็น Dos พร้อม พิมพ์ bootcfg /timeout 5
แล้วกด enter
แล้วลองเข้า winxp ใหม่

9.โปรแกรม ค้าง ระหว่างการใช้งาน
กด alt+ctrl+delete จะปรากฏหน้าต่าง window task manager เลือก application
ดูว่าโปรแกรมไหนที่ not responting ก็ไปที่โปรแกรม แล้วกด end task

10.การทำให้ Notepad ไม่มี Scrollbar
บางคนอาจจะงง จะทำให้มันไม่มีไปทำไม
คำตอบคือ
บางครั้งเวลาเปิดอ่านข้อความในโน๊ตแพด บางทีมันจะยาวไปทางขวามากๆ
ทำให้เวลาอ่านต้องเลื่อนตามไป อ่านลำบากดีแท้
อันนี้ก็เป็นวิธีทำให้อ่านง่ายขึ้นอีกนิด
วิธีก็ เข้าไปที่โปรแกรม NotePad แล้วไปที่ เมนู Format > Word Wrap
เท่านี้มันก็จะเรียงให้ใหม่

11.หลายครั้งที่เปิดหน้าต่าง IE ขึ้นมา มันจะใหญ่ๆเล็กๆ ไม่เท่ากันใช่มั้ย ต้องานั่งกดให้มันเต็มจอทุกครั้งดูแล้วน่ารำคาญ
เรามีวิธีแก้ง่ายๆให้คุณ หุหุหุ
1. เข้าที่ Starts > Program > Internet Explorer คลิกขวาเลือก Properties
2. ที่หน้าต่าง Internet Explorer Properties ช่อง Run: คลิกเลือกให้อยู่ที่ Maximized แล้วคลิก OK

12.ติดจรวจในการเล่น internet ใน winxp
การใช้ internet บางครั้งเร็ว บางครั้ง ขึ้นอยู่กับส่วนปะกอบหลายอย่าง วิธีนี้ก็ทำให้ internet เร็วขึ้นที่ถูกและเร็ว ^o^
ไปที่ start > run พิมพ์ gpedit.msc กด ok
จะแสดงหน้าต่าง Group Policy
ที่ computer config.. เลือก Administrative Templates
หัวข้อ network เลือกที่ QoS Packet Scheduler
มองหน้าต่างขวามือ ดับเบิ้ลคลิกที่ Limit reservable bandwith
จะปรากฏหน้าต่างใหม่ Limit reservable bandwith Propoties เลือกแถบ setting คลิกเลือกที่ช่อง Enable
ในกรอบ Bandwith limit(%) ปรับเป็น 0 แล้วกด ok

13.เวลาเราใช้คำสั่ง Search (Start>Search)
หาไฟล์ต่างๆในเครื่อง มันจะมีหมาน้อย ออกมาพูดแนะนำต่างๆใช่มะ
หากเราเหม็นขี้หน้ามัน เราสามารถไล่มันไปได้
วิธีก็ดังนี้เลย
ไปที่ Start>Search
จากนั้นดูด้านล่าง จะเห็น Change preferances คลิกเข้าไปโลด
คลิก Without an animeted screen character
เท่านี้เจ้าหมาน้อย ก็จะเดินจากเราไปแบบงอนๆ

14.เร่งความเร็ว start menu ให้เร็วทันใจ
ไปที่ start >run พิมพ์ regedit
เลือก
HKEY_CURRENT_USER\Control Panal\Desktop ดูกรอบขวามือ ดับเบิ้ลคลิก
MenuShowDelay ปรากฏ edit string ในกรอบ value data ให้ใส่ไป 0 ไปเลย
ถ้าอยากให้เร็วสุดๆ ^^

15.error report ความผิดพลาดในการใช้ windows xp
หรือโปรแกรมอื่นๆ เวลามันผิดพลาดจะปรากฏหน้าต่าง error report เพื่อแจ้งไปให้ไมโครซอฟได้รู้ แต่ถ้าจาปิดหน้าต่างนี้ ก็
คลิกขวา my com > propoties
เลือก advance คลิกปุ่ม error reporting
คลิกเม้าที่หน้า disable error reporting กด ok

16.System Restore จะช่วยให้สามารถเรียกระบบ window
ที่สมบูรณ์กลับคืนมาเมื่อ
windows มีปันหา แต่ปันหาว่า มันกินพื้นที่ไปประมาณ 15% ของ HDD
ถ้าเรามีเนื้อที่ม่ายพอ ก้อปิดการทำงานส่วนนี้ไปเลย
คลิกขวา my com >propoties เลือกแถบ system restore เอาเครื่องหมายถูกหน้า turn off system restore ออก กด ok

17.ปรับขนาดของถังขยะ recycle bin เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้งาน
คลิกขวา recycle bin ไป propoties
ปรับที่ตรง % จากเดิมมันจะเป็น 20% ก็ปรับเป็น 4 %ของ HDD จะก็สามารถเพิ่มพื้นที่ของ HDD ได้อีก 16% เลย ^o^

18.ปรับแต่งโปรแกรมที่ใช้เป็นประจำให้เร็วขึ้น
ให้กดปุ่ม clrt + alt + delete ปรากฏกรอบ windows task manager เลือกแถบ processes
เลือกโปรแกรมที่จะปรับแต่ง คือคลิกขวาที่โปรแกรม แล้วไปที่ set priority
normal เป็นการทำงานปกติ ก้อปรับเป็น high
ถ้าโปรแกรมเร็วเกินไปก้อไปที่ low เมื่อปรับแต่งเสร็จจะแจ้งเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงค่า ให้คลิก ok

19.มีบางคนใช้คอมฯ อยู่ดีๆแล้วรีสตาร์ทอัตโนมัติ
สาเหตุก็เกิดจากโปรแกรมได้กำหนดค่าไว้ให้มีการรีสตาร ์ทระบบอัตโนมัติเมื่อพบว่าระบบมีปัญหา
วิธีแก้คือ
คลิกขวา my com > propoties
ที่กรอบ system propoties เลือกแถบ advance
คลิกที่ setting จากกรอบ startup and recovery
ที่กรอบ system failure ให้ติ๊กถูกที่ automatically restart ออก แล้วกด ok เพื่อยืนยัน หรือ นอนยัน 555

20.วิธีประหยัดไฟ คอมพิวเตอร์start >
turn off computer > turn off

21.ใครแอบดูเราตอนเล่นเนต์ อาจจะมีเซียนมือโปรเข้ามาขโมยข้อมูลเราก็ได้ เราสามารถใช้ win xp ตรวจดูได้
ไปที่ start > run พิมพ์ nestat 20 แล้วกด ok
ปรากฏหน้าต่างขึ้นมาดูว่ามี ip อันไหนแปลกปลอมเข้ามาบ้าง โดยโปรแกรมจะตรวจทุกๆ 20 วินาที

22.ดู ip เครื่องยังไง
ไปที่ start >run พิมพ์ cmd แล้ว ok
แล้วพิมพ์ ipconfig แล้วกด enter
ดูตรง ip address

23.อาการเม้าส์เจ๊ง ถ้าไม่มีเวลาไปซื้อ ก็ต้องใช้ คีย์บอร์ด แทนไปก่อน
ทำได้ดังนี้
ไปที่ start >setting>control panal
ดับเบิ้ลคลิกที่ accessibility options
เลือกแถบ
mouse คลิกเครื่องหมายถูกหน้า use mouse keys คลิกปุ่ม settings ในกรอบ
keyboard shortcut คลิกเม้าส์ที่ช่องของ use shortcut
เพื่อกำหนดดารใช้งานของ keyboard คลิกปุ่ม ok
ต่อไปก้อใช้ keyboard แทนเม้าส์ได้ชั่วคราว โดยที่ปุ่ม 1,2,3,4,6,7,8,9 ใช้ควบคุมทิศทาง และ 5แทนการคลิกเม้าส์

24.เวลาเอาโปรแกรมขึ้นมาหน้าจอเดสทอป
จะเห็นลูกศร ซึ่งท่านรำคาญมาก เอาลูกศรออกจากช๊อตคัดของโปรแกรมได้ดังนี้
ไปที่ start >run พิมพ์ regedit
เลือก HKEY_CLASSES_ROOT\Inkfile แล้วดูข้างขวา
จะมี IsShortcut แล้วคลิกขวา delete ไปเลย กด yes แล้วปิดหน้าต่าง regedit ไปเลย
จะเห็นว่าลูกศรหายไปแล้ว ^^

25.เวลาจะเข้าเวปที่ลงท้ายด้วย .com เช่น siamsport
เราไม่ต้องเสียเวลานั่งพิมพ์ www.siamsport.com ในช่องแอดเดรส
แต่ให้เราพิมพ์แค่ siamsport แล้วกด Ctrl+Enter เท่านี้ก็พอ
มันก็จะเป็น http://www.siamsport.com
โดยอัตโนมัติ

26.ลบโปรแกรมให้หมดจด
การ uninstall หรือ add/remove ก็ใช่ว่าจะลบไปจากเครื่องได้หมด เพราะมันจะยังอยู่ใน registry ของเครื่อง
ไปที่ start >run พิมพ์ regedit
เลือกที่ HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\Curr entVersion\Uninstall
ลบโปรแกรมที่ ลบออก

27.การปิดเซอร์วิสสำหรับผู้ใช้คนเดียว
จะช่วยเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพในการทำงานให้กับร ะบบ และสำหรับผู้ที่ใช้คอมที่ไม่มีการเชื่อมต่อกับ
เครื่อข่ายต่างๆเช่นระบบ
แลน ผู้ใช้ตามบ้าน สามารถปิดเซอร์วิสจำนวนมากที่เกี่ยวกับเครื่อข่าย
ซึ่งไม่มีการใช้งาน ดังนี้ alerter , clipbook , computer browser , fast
user switching ฯลฯ
โดยไปที่ start >setting>control panel > administrative tools >service
โปรแกรม
service จาปรากฏขึ้น ในกรอบด้านขวา จะเห็นรายการเซอร์วิสต่างๆ
สามารถปิดเซอร์วิสต่างๆเพื่อเพิ่มความเร็วกับระบบ ด้วยการ
ดับเบิ้ลคลิกบนเซอร์วิส ในไดอะล๊อกบอกซ์ propoties ที่ปรากฏขึ้น หัวข้อ
startup type ให้กำหนดเป็น disbled แล้วคลิก ok

28.shutdown ของ winxp
ใครก็รู้ว่ามันนานมาก ทิปนี้จาสามารถปิดเครื่องจากธรรมดา 50 วินาที จะเหลือเพียง 20-25 วินาที
โดยไปที่ start >run พิมพ์ regedit
HKEY_CURRENT_USER\control panel\desktop
ในกรอบด้านขวา HungAppTimeout ว่ามีค่าเท่ากับ 5000 ตามค่า default ให้เปลี่ยนเป็น 2000
จากนั้นดูที่ WaitToKillAppTimeout จะเห็นค่า default เท่ากับ 20000 ให้ดับเบิ้ลคลิก แล้วแก้เป็น 4000
จากนั้นไปที่ HKEY_LOCAL_MACHINE\System\CurrentControlSet\Contro l
ที่ด้านขวา แก้ไขค่า WaitToKillServiceTimeout จาก 20000 ให้เท่ากับ 4000
ปิดโปรแกรม แล้วลองปิดเครื่อง…………………………… …….

29.เพิ่มประสิทธิภาพโดยการปรับแต่งหน่วยความจำ
ใน
windows ทุกๆ ver. เมื่อหน่วยความจำของระบบไม่เพียงพอต่อการใช้งาน
เช่นในกรณีที่ท่านเปิดโปรแกรมเป็นจำนวนมาก windows
จะนำข้อมูลบางส่วนเก็บไว้ใน HDD โดยอัตโนมัติ เป็นการใช้ HDD
เป็นเหมือนหน่วยความจำเสมือน
เราก็รู้ดีว่า แรมนั้นเร็วกว่า HDD
ดังนั้น ถ้าท่านมีหน่วยความจำติดตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก <256>
ท่านสามารถเพิ่มประสิทธิการทำงานของระบบด้วยการปิดกา รย้ายข้อมูลไปยัง HDD
ของ windows โดยการ
ไปที่ regedit เหมือน rep บนๆนั้นละ
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControl\Control\S ession Manager\Memory Management
ด้านขวาดับเบิ้ลคลิก DisablePagingExcutive
ให้แก้ค่า value data จาก 0 ให้เห็น 1 แล้วคลิก ok
แก้เสร็จ แล้ว restart

30.เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการยกเลิกการเก็บ DLL ของ win XP
ในการทำงานของ
windows และโปรแกรมต่างๆ
ระบบจะมีการโหลดไฟล์จำนวนมากหนึ่งกลุ่มที่ถูกใช้งานอ ยู่เสมอ
และเป็นองค์ประกอบสำคัญ คือไฟล์ DLL จำนวนมาก
เมื่อ DLL
บางส่วนไม่มีการใช้งานอีกต่อไป เช่น เมื่อท่านปิดโปรแกรม แต่ winXP
จะยังคงเก็บไฟล์เหล่านี้เอาไปไว้ในแคชเผื่อจะมีการใช ้อีก
ซึ่งจะทำให้สามารถใช้งานอย่างรวดเร็ว แต่การเก็บไฟล์เหล่านี้เอาไว้
จะเป็นการสิ้นเปลืองหน่วยความจำโดยไม่จำเป็น
ไปที่ regedit
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\Curr entVersion\Explorer
เอาแถบน้ำเงินวางใน Explorer
จากนั้นเลือกคำสั่ง edit>new>key
ให้ท่านตั้งชื่อเป็น AlwaysUnloadDLL จากนั้นในกรอบด้านขวา
ดับเบิ้ลคลิก default แล้วปรับ value data เป็น 1

31.ใน winxp มันจะมีคล้าย winzip จะเป็นตัว Built-in Zip
โปรแกรมนี้ใช้งานง่ายและสะดวก
แต่มันจะมีข้อจำกัดและลูกเล่นน้อยกว่าพวก winzip winrar
ที่โปรแกรมพวกนี้ถูกสร้างมาเพื่อนบีบคลาย zip โดยเฉพาะ
เราสามารถยกเลิกการใช้งาน built-in Zip และหันไปใช้ winzip หรือ winrar แทนได้ดังนี้
ไปที่ start>run พิมพ์
regsvr32 /u %windir%\system32\zipfldr.dll
แล้ว ok จากนั้นจะมีการเตือน ให้กด ok อีกครั้ง ก็เป็นการยกเลิก

32.เพิ่มความเร็วด้วยการจัดคิวให้กับ IRQ
เทคนิคนี้เป็นการเร่งความเร็วให้กับเครื่องคอม
โดย windows จะทำการจัดคิวให้กับการใช้งาน IRQ ทำให้ windows
สามารถทำงานได้เร็วขึ้น ทำได้ดังนี้
regedit
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Contro l\PriorityControl
คลิกขวาPriorityControl เลือก new > DWORD Value
มันจะมีให้ตั้งชื่อว่า IRQ8Priority แล้วดับเบิ้ลคลิกแก้ค่า value data เป็น 1 แล้วกด ok
จากนั้น restart

33.จูนหน่วยความจำสำหรับง่านต่างๆ
หน่วยความจำเป็นฮาร์ดแวร์ที่สำคัญมากตัวหนึ่ง
เทคนิคนี้จะทำหารสั่งให้ไฟล์ระบบต่างๆไปใช้แคชแทนเพื
่อช่วยให้สามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น เนื้อจากแคชสามารถทำงานได้เร็วกว่า
HDD หลายเท่า ทำได้ดังนี้
regedit
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Contro l\session Manager\Memory Management
ดับเบิ้ลคลิกที่ LargeSystemCache แก้ value data เป็น 1 แล้วกด ok

34.จัดการหั้ย cpu ทำงานเต็มประสิทธิภาพ
winXP ได้มีลูกเล่นที่ช่วยในการควบคุมการทำงานของ cpu ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น
regedit
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Servic e\P3\Parameters
คลิกขวาที่ Parameters เลือก new>key
พิมพ์ชื่อว่า HackFlags แล้วปรับค่าเป็น 1 ก็กด ok

35.ยกเลิกการใช้ Picture and fax viewer ในการดูภาพ
โดยทั่วไปใน
winXP จะใช้โปรแกรม Picture and fax viewer เป็นโปรแกรมหลักในการดูภาพ
แต่เราสามารถยกเลิกแล้วไปใช้โปรแกรมอื่นดูภาพ เช่น acdsee
โดย
regedit
HKEY_CLASSES_ROOT\SysytemFileAssociations\image\Sh ellEX\ContextMenuHandlers\ShellmagePreview
ด้านขวา ที่ default คลิกขวาแล้ว delete แล้วกด yes
ก็เป็นการยกเลิก

36.MTU <Maximum>
เป็นหน่วยหนึ่งที่ใช้กำหนดค่าให้กับการรับส่งข้อมูลผ ่านระบบเครื่อข่ายที่สูงสุดในการส่งแต่ละครั้ง
ถ้าเราตั้งค่าให้ค้นหาค่า MTU แบบอัตโนมัติ ก็จะทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
regedit
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Servic es\Tcpip\Parameters
คลิกขวาParameters เลือก new > DWORD Value
ตั้งชื่อว่า EnablePMTUDiscovery
แล้วดับเบิ้ลคลิก พิมพ์ค่าเป็น 1แล้วกด ok

37.เพิ่มการรับส่งข้อมูล MTU
การเพิ่มค่า MTU ให้มากที่สุด ก็เป็นส่วนหนึ่งให้ระบบการรับส่งข้อมูลทางอินเตอร์เน ต์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
regedit
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Servic es\Tcpip\Parameters\interfaces\
คลิก + หน้าinterfaces จะมีหลายโฟลเดอร์ ให้คลิกขวาที่โฟลเดอร์แรก new >DWORD Value
ชื่อว่า MTU
แล้วดับเบิ้ลคลิกใส่ ค่า
576 ถ้าเปง dial-up Connection
1492 ถ้าเปง PPP Broadband Connecting
1500 ถ้าเปง Ethernet , DSL แระ Cable Broadband Connection

38.วิธีเร่งความเร็ว Windows ด้วย vitual memory
เนื่องจากโปรแกรมมีขนาดใหญ่กว่าขนาดหน่วยความจำที่เร
ามีใช้งาน คอมจึงจำเป็นต้องมีหน่วยความจำเสมือนหรือ vitual memory
เพื่อนมาสามารถทำงานได้ดีขึ้น ทำได้ดังนี้
regedit
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Contro l\Session Manager\Memory Management
ด้านขวา ดับเบิ้ลคลิกที่ Pagingfiles
แก้ไข้ value data ให้มีขนาดตามที่ต้องการ โดยที่ค่าแรกสุดจะเป็นค่าต่ำสุดที่ตั้งไว้ให้ แค่ค่าหลังเป็นค่าที่มากที่สุดที่ตั้งไว้
ของข้าพเจ้าเป็น 200 500

39.เพิ่มประสิทธิภาพด้วยการเก็บไฟล์ระบบไว้ในหน่วยคว ามจำ
โปรแกรมวินโดว์จำมีหน้าที่ในการจัดสรรเนื้อที่หน่วยค
วามจำให้กับระบบต่างๆ โดยปกติเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่กว่าหน
่วยความจำที่มีอยู่ โปรแกรมจะทำการนำข้อมูลที่ไม่ได้ใช้แล้ว
ในหน่วยความจำออกมาไว้ใน HDD ก่อนแล้วจึงโหลดข้อมูลข้อมูลชุดใหม่ลงไป
regedit
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Contro l\Session Manager\Memory Management
ด้านขวา ดับเบิ้ลคลิกที่ DisablePagingExecutive
แก้เป็น 1 แล้ว ok

40.ยกเลิกหน้าต่างยืนหลังหลังดาวโหลดเสร็จ
ถ้าไม่ได้ใช้โปรแกรมช่วยดาวโหลด
ก้อใช้โปรแกรมของ windows โหลด โดยปกติ ถ้าดาวโหลดเสร็จมันจะมีหน้าต่าง
ว่าโหลดเสร็จแล้ว แล้วต้องกด open, open Folder ,close เพื่อปิดหน้าต่าง
ถ้าต้องการให้มันปิดอัตโนมัติเมื่อดาวโหลดเสร็จ
ทำดังนี้
regedit
HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Internet Explorer\Main
ด้านขวา ดับเบิ้ลคลิกที่ NotifyDownloadComplete
แก้ไขเป็น Yes
กด ok

41.ลบข้อมูลใน page file หลังจากปิดเครื่อง
โดยปกติ
window จะไม่ทำการลบ หรือสร้าง page file หลังจากที่ windows
ทำการปิดโปรแกรมหรือ windows
นั่นหมายความว่าถ้าเรามีการใช้งานเครื่องคอมมากๆอาจจ ะทำให้คอมทำงานช้าลง
และอาจจะทำให้มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ อีกด้วย
ดังนั้นควรให้window ทำการลบ page file ทุกครั้งเมื่อมีการปิดเครื่อง ทำได้ดังนี้
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Contro l\Session Manager\Memory Management
ดับเบิ้ลคลิกที่ ClearPageFileAtShutdown พิมพ์ค่าเป็น 1 แล้ว ok

42.safe mode เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาของ window
ในรูปแบบต่างๆ
ซิ่งเป็นการเรียก window
ขึ้นมาใช้งานแบบน้อยที่สุดแล้วสามารถเข้าไปตรวจสอบ
และแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดที่ทำให้ระบบไม่ทำงาน
สำหรับ safe mode ของ xp กดปุ่ม f8 ค้างไว้ขณะเครื่องกำลังเข้าสู winxp
1.safe mode
เข้าสู่รูปแบบปกติที่เหมือนกับ ver อื่นๆ
2.safe mode with networking
เข้าสู่รูปแบบปกติ แต่สามารถเข้าถึงระบบเครื่อข่ายได้
3.safe mode with command prompt
เข้าสู่คำสั่ง dos
4.enable boot logging
เข้าสู่ลักษณะการเก็บข้อมูลขั้นตอนการบู๊ตเข้าสู่ระบ บลงสู่ไฟล์เอกสาร
5.enable vga mode
เข้าสู่ลักษณะที่มีปัญหาเกี่ยวกับการ์ดจอ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับจอภาพตัวใหม่
6.last know good configuration
คล้ายกับ system restore ย้อนกลับไปหน้าที่มีการจัดระบบที่ดีก่อนหน้านี้
7. debugging mode
เข้าสู่การแก้ไขปัญหาในระบบขั้นสูง
8.start windows normally
เข้าสู่ win xp ในหน้าปกติ
9. return to os choices menu
เข้าสู่ลักษณะเครื่องที่มีหลาย os

43.driver ลงใหม่ แล้วมีปัญหาใช้ของเก่าดีกว่า
เมื่อท่านติดตั้งอุปกรณ์ใหม่แล้วต้องติดตั้ง
software driver ลงไป อาจมีผลทำให้เครื่องทำงานผิดปกติ
สามารถย้อนกลับไปใช้ของเดิม ดังนี้
คลิกขวา mycom > propoties
hardware > device manager
เปิดหาไดร์เวอร์ที่มีปันหา จาเห็นเป็นตัวกากบาทสีแดง ก็ดับเบิ้ลคลิก
ไปแถบ driver
คลิก roll back driver
กด ok

44. วิธีสร้าง Shortcut หน้าเว็บที่ต้องการเข้าบ่อยๆ จากบราวเซอร์ Internet Explorer
ถ้าหากเจอเว็บไซด์ไหนที่เราถูกใจ หรือมีกระทู้ที่เราต้องการจะติดตามผลจากการโพสของเรา หรือของคนอื่นๆ ให้ทำการคลิ๊กขวาตรงพื้นที

โพสท์ใน คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต | แสดงความคิดเห็น

การทำ Flash Popup menu V.2

การทำ Flash Pop up menu V.2

เจอกันอีกแล้วนะครับ คราวที่แล้ว ผมได้ สอนวิธีการทำ Flash pop up menu
แบบ ธรรมดาไปนะครับ คราวนี้มาดูแบบที่เห็นได้ตามเว็บหลายๆเว็บบ่อยๆ ที่
เมนูจะค่อยๆ เลื่อน ออกมา แทนที่จะวางแล้วโผล่ ครบทั้งหมด
แบบคราวที่แล้วบ้างดีกว่าครับ

1. เตรียมพื้นที่ สำหรับ สร้าง menu และใช้เครื่องมือ Rectangle ทำการวาดรูปปุ่มขึ้นมา 1 รูป ใช้ Text Tool เขียน menu ได้เลยครับ

2. เสร็จแล้วให้ใช้เครื่องมือ Arrow ทำการ Selection รูปปุ่ม แล้วกด F8 เพื่อทำการเปลี่ยนรูปให้เป็น Symbol ที่หน้าต่าง Symbol Properties ในช่อง Name ให้ใส่เป็น Menu ส่วนช่อง Type ให้กำหนดเป็น Button แล้วกด OK

3. กด F8 อีกครั้ง เพื่อเลือก Covert to Symbol อีก อันหนึ่ง โดย ในช่อง Name ให้ใส่เป็น popmenu ส่วนช่อง Type ให้กำหนดเป็น Movie clip แล้วกด OK

4. กด Ctrl+F8 เพื่อ Create new Symbol ทำ Home , Flash, Board (ทำมากกว่านี้ก็ได้นะครับ) Type เป็น Button

5. กด Ctrl+F8 เพื่อ Create new Symbol อีกครั้ง ชื่อว่า DropDown Type เป็น Movie clip 

6. เว้น 1 ช่อง แล้ว Insert Keyframe

7.กด Ctrl+L เพื่อเปิดหน้าต่าง Library ออกมาจากนั้น ลาก Button Borad มา ไว้ตรงกลาง ของ พื้นที่ สังเกตุที่ เครื่องหมาย กากาบาท

8. ลาก Button Flash มาไว้ที่กลางของพื้นที่ ใน Frames ที่ 3 โดยไม่ต้องลาก Button Borad มาด้วย

9. ลาก Button Home ลงมาวางที่ส่วนกลางของพื้นที่ ใน Frames ที่ 4 โดยนำ Button Flash และ Button Borad มาวางต่อท้าย

10 จากนั้นเปิดหน้า Action ขึ้นมาแล้วใส่ Stop ที่ Frames สุดท้าย

>>>

11. กด Edit  Popmenu จาก หน้าต่าง Library จากนั้นกด Insert Keyframe

12. จากนั้นลาก Movie clip ที่ชื่อว่า DropDown มาไว้ด้านล่างเมนู ( เราจะมองไม่เห็น DropDown นะครับ แต่เราจะเห็นเพียง กาากาบาท ที่อยู่ในวงกลม ให้ลองกะจุดที่จะวางให้พอดี )

13. จากนั้น Insert -> Layer เข้ามาอีกเป็น Layer2  และให้ดึง Layer2  ลงมาด้านล่าง เพื่อให้ Layer1 อยู่นด้านบน

14. กด Ctrl+F8  เพื่อ Create new Symbol ในช่อง Name ใส่ HideMenu  เลือก Type เป็น Button

15. ให้คลิ๊กที่เฟรม Hit กด F7 แล้วใช้เครื่องมือ Rectangle
วาดรูปสี่เหลี่ยมขนาดพอเหมาะลงไป ไม่ต้องสนใจว่าจะเป็นสีอะไร
เพราะว่าเวลานำไปใช้จริง เราจะไม่เห็นรูปสี่เหลี่ยมนี้ (เพราะว่า Flash
จะนำรูปในเฟรม Hit ไปกำหนดพื้นที่การตอบสนองการคลิ๊ก จะไม่นำไปแสดงผล)

16. เสร็จแล้วกลับไปยังส่วนของการแก้ไข Movie clip กันต่อ (ให้คลิ๊กขวาที่ Movie clip ที่ชื่อ PopMenu ในหน้าต่าง Library เลือก Edit
ครับ)ในเฟรมที่ 2 ให้ลากปุ่มที่ชื่อ HideMenu จากหน้าต่าง Library
ลงมาในพื้นที่ทำงาน
แล้วปรับขนาดของปุ่มนี้ให้ใหญ่กว่าวัตถุทั้งหมดที่อยู่ใน Layer1 เฟรมที่2,
แล้วดับเบิ้ลคลิ๊กที่วัตถุนี้ จะมีหน้าต่าง Instance Properties ขึ้นมา ให้คลิ๊กที่แท็ป Action คลิ๊กที่ปุ่มเครื่องหมายบวก เลือกคำสั่ง On MouseEvent แล้วเลือก Event เป็น Roll Over หลังจากนั้นไปคลิ๊กที่ปุ่มบวก เลือกคำสั่ง Goto แล้วใส่เลข 1 ในช่อง Number เสร็จแล้วกด OK

>>>

17. จากนั้นกด Ctrl+L เปิดหน้าต่าง  Library ขึ้นมากดคลิ๊กขวาที่  DropDown เลือก Edit จากนั้น คลิกที่ปุ่มใน Frames 4 จากนั้นคลิ๊กขวามที่ ปุ่ม Home เลือก Action

18.  จะมีหน้าต่าง Instance Properties ขึ้นมา ให้คลิ๊กที่แท็ป Script Assist คลิ๊กที่ปุ่มบวก เลือกคำสั่ง Get URL ในช่อง URL ให้ใส่ URL ที่คุณต้องการจะลิงค์ไปเช่น http://www.webthaidd.com/main.php จะเห็นว่า Flash จะใส่คำสั่ง On Mouse Release มาให้โดยอัตโนมัติ (อีก 2 อันทำแบบเดิม เปลี่ยน url เอาครับ )

20. จากนั้นกลับมา ใน หน้าต่าง Library เลือก Popmenu คลิ๊กขวากด Edit ไปที่ Layer1 เฟรมที่1 แล้วดับเบิ้ลคลิ๊กที่ปุ่มที่อยู่ในเฟรมนี้ ในหน้าต่าง Insatnce Properties คลิ๊กที่แท็ป Action คลิ๊กที่ปุ่มบวก เลือกคำสั่ง On Mouse Event แล้วเลือก Event เป็น Roll Over คลิ๊กที่ปุ่มบวกอีกครั้ง เลือกคำสั่ง Go to ในช่อง Number ให้ใส่เป็น 2 ครับ

21. ให้คุณดับเบิ้ลคลิ๊กที่เฟรมที่ 1 ในเลเยอร์ไหนก็ได้ แล้วเลือกแท็ป Action คลิ๊กที่ปุ่มบวก เลือกคำสั่ง Stop แล้วกด OK

23. กด Ctrl+F8 สร้าง Movie clip ชื่อว่า mouse

24. วาดรูปเมาส์ที่กลาง กากาบาท

25. จาก นั้นกลับ มาที่ Sicene 1 จากนั้นลาก เมาส์ จาก Library มาวาง ที่ Layer 1 Frames ที่  ลากเมาส์จาก Library 

26. จากนั้นตั้งชื่อคลิ๊กที่เมาส์แล้วที่ Properties ตรง Instance Name ตั้งชื่อว่า Pointer

27. จากนั้นที่ Layer 1 Frame 1 กดคลิกขวา เลือก Actions

28. ใส่โค้ดนี้ลงไป

29. ที่ DropDown เราจะเห็น ปุ่ม ต่างๆ มากมาย กด Ctrl+F8 เพื่อ Create new Symbol ทำ Home_ , Flash_, Board_(ถ้าทำมากกว่านี้ก็ต้องทำมากกว่านี้นะครับ) Type เป็น Movie clip แล้วกด OK

30. จากนั้นสร้าง Movie clip
ที่คุณคิดว่าเหมาะกับการที่เมื่อเมาส์จี้แล้วต้องการให้เป็นอย่างไรตอบใจชอบ
แต่ถ้าจะสร้างตามผมก็ได้นะครับ เป็นแบบง่ายๆ นะครับ กดคลิกขาว กด Create Motion Tween

31. คลิ๊กขวาที่ Frames ที่ 30 เลือก Insert Keyframe

>>>

32. คลิ๊กเฟรมที่ 30 ไป ที่ Properties ตรง Color เลือก Tint เลือกสี #CCCCCC  เลือก 79% (ทำแบบนี้ทุกอันนะครับ)

33. กด Ctrl+L เพื่อเปิด Library ขึ้นมา จากนั้น กดคลิ๊กขวาที่ Button Home เลือก Edit  จากนั้นนำ Movie clip Home_ ที่สร้างมาเมื่อสักครู่ ลากมาใส่ ตรง Over ทำอย่างนี้กับทุกปุ่ม

34. กด Ctrl+Enter เพื่อแสดงผลถ้าทำ Flash Pop-up Menu  นั้นควรจะใส่แท็ก <param name="wmode" value="transparent"> เข้าไปในแท็ก <Object> เพื่อทำให้ Flash ของเราจะมีพื้นเป็นลักษณะโปร่งใส (ตรงส่วนที่ไม่มีการ Fill สีลงไป) นะครับ

โพสท์ใน Micromedie Flash | แสดงความคิดเห็น

การทำ Bar Slider คล้ายกับการปรับ Volume ใน winamp

วันนี้เราจะทำ Bar Slider ลักษณะคล้าย Bar ปรับ Volume เสียงใน winamp กันครับลองอ่านดูเลยครับ

1. สร้างเอกสารใหม่ขึ้นมาขนาด 200×150 ดังรูป

2. ใช้เครื่องมือ text tool วาด textbox ขึ้นมา

3. คลิกที่ textbox ที่เราสร้างขึ้นมา แล้วไปที่ properties เลือกเป็นแบบ Dynamic Text และตั้งชื่อ instance name ว่า ratio

4. ใช้เครื่องมือ line tool วาดเส้น กว้าง 100 px ลงไป ดังรูป

5. คลิกขวาที่เส้นที่เราเพิ่งวาดลงไป แล้วเลือก convert to symbol

6. เลือก Type เป็นแบบ Movie Clip ตั้งชื่อว่า line และตรง Registration เลือกให้จุดสีดำอยู่กึ่งกลางด้านซ้าย ดังรูป

7. จากนั้นคลิกที่ movie clip ที่เราสร้างขึ้น แล้วไปที่ properties ตั้งชื่อ instance name ว่า line

8. ใช้เครื่องมือ Rectangle Tool วาดสี่เหลี่ยมลงไปดังรูป

9. คลิกขวาที่สี่เหลี่ยมที่เราสร้างขึ้น แล้วเลือก Convert to Symbol…

10. เลือกเป็น movie clip และตั้งชื่อว่า dragger แล้วเลือก Registration ให้อยู่ตรงกลาง

11. หลังจากนั้นคลิกที่ movie clip ที่เราสร้างขึ้น แล้วไปที่ properties ตั้งชื่อ instance ว่า dragger ดังรูป

12. นำ movie clip ที่สร้างขึ้นทั้งสอง วางไว้ด้วยกันดังรูป

13. นำเม้าส์ลากคลุม movie clip ทัี้งสองที่สร้างขึ้น แล้วคลิกขวา เลือก Convert to Symbol…

14. ตั้งชื่อว่า slider เลือก Type เป็น Movie Clip และเลือก Registration ให้อยู่กึ่งกลางด้านซ้าย

15. หลังจากนั้นคลิกที่ movie clip ที่ชื่อ slider ที่เพิ่งสร้างขึ้นมา แล้วไปที่ properties แล้วตั้งชื่อ instance ว่า mySlider

16. ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ movie clip ชื่อ slider และคลิกขวาที่เฟรมแรกเลือก Actions

17. ใส่ action script ลงไปดังนี้

this.ratio=0 ;
dragger.onPress=function(){
this.startDrag(true,0,0,line._width,0);
this.onEnterFrame=function(){
ratio=Math.round(this._x) ;
}
}
dragger.onRelease=dragger.onreleaseOutside=stopDrag;

18. กลับไปที่ Scene 1 หลังจากนั้นคลิกขวาที่เฟรมแรก เลือก Actions

19. ใส่ action script ลงไปดังนี้

this.onEnterFrame=function(){
ratio.text=mySlider.ratio;
}

http://www.webthaidd.com/flash/file_flash/flash64/slider.swf

โพสท์ใน Micromedie Flash | แสดงความคิดเห็น