ความรู้เกียวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(ต่อ) 3

ความรู้เกียวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(ต่อ) 3

 

แผ่นกระดาษจะต้องพิมพ์เนื้อเป็นหน้าซ้ายขวาจำนวน สี่ หน้าเนื้อหา ดังนั้นการกำหนดจึงต้องเตรียมให้ครบ เป็น 4 หน้า 8 หน้า 16 หน้า 20 หน้า เป็นต้นเพื่อไม่ให้กระดาษว่างเปล่า โดยเฉพาะในการออกแบบหนังสือพิมพ์ การทำแบบร่างใช้กระดาษขนาดเท่างานจริงมีจำนวนเท่ากับที่ต้องบรรจุเนื้อหาทั้งเล่ม อย่างไรก็ตามในกรณีทีกำหนดจำนวนหน้าตายตัวเวลาทำแบบร่างต้องมาคำนวณพื้นที่โดยปรับเนื้อหา หรือภาพประกอบ หรือขนาดตัวอักษร ในกรณีที่เป็นสิ่งพิมพ์แผ่นเดียว เช่นโปสเตอร์ แผ่นพับก็ไม่ต้องทำในขั้นตอนนี้

            2. การกำหนดตำแหน่งพื้นที่ต้นฉบับ (lay out) หมายถึงการกำหนดพื้นที่ของสิ่งพิมพ์ในแต่ละหน้าว่าจะประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยวางตำแหน่งของรูปภาพ ชื่อเรื่อง ขนาดตัวอักษร ขั้นตอนนี้จะเป็นการนำความรู้เรื่องการออกแบบกราฟิกมาใช้ เพื่อให้ได้ความงามมีศิลป์ ปกติการกำหนดตำแหน่งพื้นที่ต้นฉบับแต่ละหน้าจะทำบนกระดาษต้นแบบร่าง เพื่อให้ได้เท่ากับขนาดจริงบนงานพิมพ์

3. การจัดทำต้นฉบับที่สมบูรณ์ด้วยคอมพิวเตอร์ เมื่อได้เลย์เอาท์เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปจะทำต้นฉบับด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ออกแบบต้องมีทักษะการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้หลายๆ โปรแกรมเนื่องจากแต่ละโปรแกรมมีจุดเด่นและสามารถทำงานได้แตกต่างกัน ต้นฉบับงานเขียนบทความ สารคดี หรือข่าวอาจพิมพ์ด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด ส่วนการจัดหน้าสิ่งพิมพ์จำนวนหน้าไม่มากก็จัดทำด้วยโปรแกรม Illustrator หรือต้องการทำสิ่งพิมพ์หลายๆ หน้าก็ใช้โปรแกรม InDesign หรือ Pagemaker ส่วนการจัดการกับภาพที่จะใช้ในงานต้องใช้โปรแกรม Photoshop จัดการให้เรียบร้อยก่อนที่จะนำมาใส่ในงานสิ่งพิมพ์ ดังนั้นการฝึกหัดใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถนำ เลย์เอาท์มาออกแบบได้สมบูรณ์ ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป (วิริยะ  กลิ่นเสาวคนธ์,2549.)

 

เทคนิคการถ่ายภาพเบื้องต้น

การถ่ายภาพทิวทัศน์ (Land and Sea Scape)

                นักถ่ายภาพสมัครเช่นนิยมถ่ายภาพประเภทนี้มาก เพราะสามารถถ่ายได้ง่าย สะดวก ถ่ายได้ทุกหนทุกแห่งที่มีโอกาสผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ป่าเขาลำเนาไพรน้ำตก หรือท้องทะเลก็ตาม อย่างน้อยผู้ถ่ายภาพก็สามารถเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกถึงความหลักการถ่ายภาพทิวทัศน์ ควรถ่ายขณะที่ท้องฟ้าแจ่มใส จะได้ภาพสวยงามชัดเจน ถ้าอากาศมืดครึ้มหรือฝนตก ภาพที่ได้จะมีสีทึบ ขาดรายละเอียด การบันทึกความสวยงามของลักษณะภูมิประเทศตามธรรมชาติดังกล่าว จะมีคุณค่าและความสวยงามนั้น ควรต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบที่ช่วยสร้างเรื่องราวให้เกิดขึ้นพยายามเลือกมุกล้องที่แปลกตา คอยจังหวะให้มีลักษณะแสงสีที่สวยงาม สามารถสร้างบรรยากาศให้ผู้ดูเกิดอารมณ์คล้อยตาม เช่น ภาพที่มีหมอกในฤดูหนาว ควัน ฝนตก หรือพายุ ฯลฯ บรรยากาศ แสงสีในเวลาเข้ามืดก่อนจะสว่าง หรือในตอนเย็นพระอาทิตย์กำลังจะตกจะมีแสงสีที่ให้ความรุนแรงมีสีน้ำเงิน ม่วงเหลือง แสดและแดงสลับกับก้อนเมฆรูปร่างต่าง ๆ ดูสวยงาม การถ่ายภาพทิวทัศน์นิยมเปิดช่องรับแสงให้แคบเพื่อช่วยให้ภาพมีความคมและชัดลึกตลอด แม้บางครั้งจะต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำสำหรับเลนส์ที่ใช้ในการถ่ายภาพทิวทัศน์ นอกจากเลนส์ธรรมดาติดกล้องแล้ว ควรมีเลนส์มุมกว้างและเลนส์ถ่ายภาพไกลที่มีขนาดความยาวโฟกัสประมาณ 105 มม. หรือ 250 มม. เพื่อช่วยให้ได้ภาพที่มีมุมแปลกตาดีขึ้น ถ้าเป็นการถ่ายภาพขาว ดำ ควรมีแผ่นกรองแสงสีเหลือ สีส้ม หรือสีแดงติดไปด้วย เพราะฟิลเตอร์สีดังกล่าวจะช่วยให้ภาพขาว ดำ มองเห็นก้อนเมฆขาวตัดกับท้องฟ้า ส่วนการถ่ายภาพสีก็ควรมีแผ่นกรองแสงตัดหมอกหรือแผ่นกรองแสงโพลาไรซ์เป็นอย่างน้อย นอกจากนั้นอาจใช้แผ่นกรองแสงสำหรับเปลี่ยนแปลงสีของภาพเพื่อให้ได้ภาพทิวทัศน์ที่มีสีสันสวยงามแปลกตายิ่งขึ้น

 

 

 

การถ่ายภาพระยะใกล้ (Close up)

                การถ่ายภาพระยะใกล้เป็นการถ่ายภาพวัตถุสิ่งของที่มีขนาดเล็กหรือเลือกถ่ายภาพเฉพาะบางส่วนของวัตถุในระยะใกล้ให้มองเห็นส่วนละเอียดต่าง ๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ถ่ายภาพเหรียญ แมลง ลายไม้ ดอกไม้ หรือวัตถุสิ่งของที่มีขนาดเล็กต่าง ๆ

การถ่ายภาพระยะใกล้ต้องมีอุปกรณ์ดังนี้

                1. กล้องถ่ายภาพ นิยมใช้กล้องแบบสะท้อนเลนส์เดี่ยว ซึ่งจะไม่เกิดความเหลื่อมขณะมองภาพที่ช่องเล็งภาพ

                2. เลนส์ที่ใช้ควรเป็นเลนส์แมโคร (Macro) แต่ถ้าสีเลนส์มาตรฐานก็สามารถใช้เลนส์ถ่ายใกล้ (Close – uplens) ชนิดสวมใส่หน้าเลนส์แบบแผ่นกรองแสง (Filter) ทั่วไป หรืออาจใช้กระบอกต่อ (Extension tube)หรือใช้ส่วนพับยืด (Bellow) ต่อคั่นระหว่างเลนส์กับตัวกล้อง

                3. ขาตั้งกล้อง

                4. สายไกชัตเตอร์ การปรับหาระยะความคมชัดของการถ่ายภาพแบบนี้ค่อนข้างยาก เพราะเลนส์มีช่วงความชัดสั้นมาก ระยะหน้าและระยะหลังของวัตถุจะพร่ามัว ดังนั้น ควรปิดรูรับแสงให้แคบเพื่อให้ภาพที่ได้มีความชัดลึก

การถ่ายภาพเวลากลางคืน (Night Picture)

                การถ่ายภาพเวลากลางคืน ได้แก่ การถ่ายภาพที่อาศัยแสงสว่างจากไฟฟ้าตามท้องถนน ป้ายนีออนโฆษณา น้ำพุ การยิงพลุ ห้องโชว์สินค้า ไฟประดับในวันเฉลิมฉลองต่าง ๆ แสงไฟจากรถยนต์ แสงเทียน สายฟ้าแลบ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้า ความสวยงามต่าง ๆ ที่เราสามารถมองเห็นได้ในเวลาค่ำคืนดังกล่าว เราสามารถบันทึกภาพที่งดงามเหล่านั้นด้วยกล้องถ่ายภาพได้เช่นเดียวกับการถ่ายภาพในเวลากลางวัน การถ่ายภาพในเวลากลางคืนนั้นต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็นดังนี้

1.กล้องถ่ายภาพชนิดที่มีความเร็วชัตเตอร์ B หรือ T
2.ขาตั้งกล้อง
3.สายไกชัตเตอร์
4.นาฬิกาจับเวลา
5.ไฟฉายดวงเล็ก ๆ
6.สมุดบันทึกสำหรับจดรายละเอียด เช่น เวลาในการเปิดหน้ากล้อง

แสงสว่างจากหลอดไฟต่าง ๆ ในเวลากลางคืนนั้น เราจะวัดแสงลำบากและไม่แน่นอนจึงควรใช้ประสบการณ์ที่ได้ทดลองถ่ายและจดบันทึกรายละเอียดไว้ในแต่ละครั้งมาพิจารณา ปกติจะถ่ายภาพด้วยการตั้งความเร็วไว้ที่ B หรือ T แล้วนับเวลา(Time exposure) ใช้เวลาในการเปิดม่านชัตเตอร์ เป็นวินาทีหรือนาทีก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะและปริมาณของแสงในขณะที่ถ่ายภาพ เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการเปิดม่านชัตเตอร์ จึงจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อป้องกันกล้องเคลื่อนที่และสั่นไหว ขาตั้งกล้องควรเป็นชนิดที่แข็งแรงมีที่สำหรับปรับมุมยกหน้ากล่องขึ้นและลงได้ และสามารถหมุนกล้องไปทางซ้ายและขวาที่เรียกว่า Pan กล้องได้ ซึ่งเราจะได้ถ่ายภาพออกมามีลักษณะและสีสันที่แปลกออกไปอีกแบบหนึ่งส่วนเลนส์ที่ใช้หากเป็นเลนส์ที่สามารถซูมภาพได้ ก็ยิ่งจะได้ภาพที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นอีกนอกจากใช้ฟิล์มขาวดำ ถ่ายภาพไฟในเวลากลางคืนได้แล้ว อาจใช้ฟิล์มเน-กาทิฟสีหรือสไลด์สีก็ได้ ซึ่งจะได้ภาพที่มีสีสวยงามยิ่งขึ้น การเลือกใช้ฟิล์มสไลด์สีขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะถ่ายเช่น การถ่ายภาพไฟตามถนน ป้ายนีออนโฆษณา ไฟประดับ ก็ควรใช้ฟิล์มแสงแดด (Day Light) ภาพที่ได้จะมีสีค่อนข้างเหลืองอาจใช้ฟิลเตอร์สีฟ้าสวมหน้าเลนส์เพื่อแก้สีก็ได้ ถ้าเป็นภาพการแสดงบนเวที งานประเพณีต่าง ๆ ควรใช้ฟิล์มที่มีความไวแสงสูงเช่น 200 ISO, 400 ISO เพื่อให้สามารถจับภาพเคลื่อนไหวได้ ส่วนภาพดวงจันทร์หรือดวงดาวควรใช้ฟิล์มที่ใช้กับแสงไฟทังสเตน จะได้สีที่ถูกต้องยิ่งขึ้น สำหรับการเลือกใช้ความไวแสงฟิล์ม การเปิดหน้ากล้องและเวลาในการถ่ายภาพ ลักษณะของแสงไฟจากแหล่งต่าง ๆ ในเวลากลางคืนนั้นได้มีบันทึกไว้เป็นแนวทางดังนี้

การถ่ายภาพย้อนแสง (Silhouete)

                การถ่ายภาพย้อนแสงหรือภาพเงาดำ ภาพประเภทนี้นักถ่ายภาพสมัครเล่นไม่ค่อย
ให้ความสนใจ เพราะจะได้ภาพที่ไม่ชัด ไม่เห็นรายละเอียดของวัตถุ ถ้าถ่ายภาพ
คนจะมองดูแล้วมืด แต่ที่จริงแล้วภาพย้อนแสงไม่ว่าจะเป็นภาพสี หรือขาวดำ
ก็ตามจะช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องรูปร่าง (Shape) ของวัตถุที่บังแสงอยู่ นักถ่ายภาพ
อาชีพมักจะเสาะแสวงหาภาพประเภทนี้อยู่เสมอ เพราะภาพย้อนแสงจะให้ทั้งความงาม
ให้อารมณ์ ให้สีสันรุนแรง ให้ความแปลกตาไปอีกลักษณะหนึ่งการถ่ายภาพย้อนแสง
ควรถ่ายให้ภาพมีช่วงความชัดลึก โดยเปิดช่องรับแสงให้แคบกว่าปกติเล็กน้อย
พยายามเลือกวัตถุที่มีโครงร่างที่สวยงามหามุมย้อนแสง โดยวางจังหวะของดวงอาทิตย์
ให้พอดี

การถ่ายภาพหุ่นนิ่ง (Still life)

                                                                                                                        การถ่ายภาพหุ่นนิ่ง หมายถึง การถ่ายภาพวัตถุสิ่งของต่าง ๆ เช่น แจกันดอกไม้ ถ้วยจานช้อนซ้อม ขวดเหล้า เบียร์ แก้ว บุหรี่ น้ำหอม เสื่อผ้า รองเท้า ผัก ผลไม้ อาหาร ฯลฯ จุดมุ่งหมายส่วนใหญ่ก็เพื่อนำภาพไปจัดทำเป็นสื่อในการโฆษณา เช่น ทำปกหนังสือ วารสาร โปสเตอร์ หรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ

                การฝึกถ่ายภาพหุ่นนิ่ง จะช่วยให้เราได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆในการถ่ายภาพได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะวัตถุสิ่งของต่าง ๆที่นำมาถ่ายภาพจะอยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหวเราสามารถทดลองจัดภาพได้หลาย ๆแบบตามต้องการ ส่วนการใช้แสงก็ทำได้หลายลักษณะ อาจใช้แสงธรรมชาติ แต่ส่วนมากมักใช้แสงไฟประดิษฐ์ เพราะสามารถควบคุมทิศทางตลอดจนปริมาณของแสงสว่างได้ตามความเหมาะสม

ขั้นตอนการถ่ายภาพหุ่นนิ่ง

1. จัดสถานที่ได้แก่ โต๊ะชุดสำหรับถ่ายภาพหุ่นนิ่งประกอบด้วยขาตั้งเหล็ก หรืออลูมิเนียมมีแผ่นพลาสติกสีต่าง ๆ เช่นสีขาว ดำ น้ำเงิน และม่วง เป็นที่วางวัตถุที่จะถ่ายภาพ ผิวหน้าของแผ่นพลาสติกมี 2 ด้าน ด้านหนึ่งผิวด้าน ส่วนอีกด้านหนึ่งผิวจะมัน คุณสมบัติของแผ่นพลาสติก คือถ้าใช้ไฟส่องด้านบนจะได้แสงตกกระทบธรรมดา แต่ถ้าใช้ไฟส่องจากด้านล้าง แสงจะสามารถทะลุพื้นพลาสติกขึ้นด้านบนสามารถใช้เป็นแสงสำหรับลดเงา หรือใช้เป็นแสงส่องจากพื้นล้างและด้านหลังของวัตถุ

2. ออกแบบ สเก็ตภาพ (lay – out) การจัดวางองค์ประกอบของวัตถุ ซึ่งจะทำให้ผู้ร่วมงานเข้าใจรูปแบบและแนวคิด สามารถจัดหาวัตถุประกอบฉาก ตลอดจนการจัดภาพได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น

                3. จัดหาวัตถุ สิ่งของ ที่จะถ่ายภาพ ถ้าเป็นประเภทผัก ผลไม้ ควรเตรียมไว้ให้มากพอ คอยฉีดน้ำดูแลให้สดอยู่เสมอ

                4. นำวัตถุสิ่งของที่จะถ่าย วางบนโต๊ะถ่ายภาพ โดยจัดวางตามแบบที่สเกตภาพไว้

                5. ทดลองจัดแสง ซึ่งอาจใช้หลอดไฟทังสเตน ถ้าเป็นการถ่ายภาพชิ้นเล็ก ๆ ก็ใช้สปอตไลท์ 500 วัตต์ 2-3 ดวงแต่ถ้าเป็นการถ่ายภาพขนาดใหญ่ ก็ต้องใช้ไฟที่มีกำลังวัตต์สูง ๆ เช่น 2000 วัตต์ถึง 5000 วัตต์ โดยใช้ผ่านแผ่นกรองแสงเพื่อให้ได้แสงที่นุ่มนวล ใช้แผ่นสะท้อนแสงลดเงาและอาจใช้ไฟส่องฉากหลัง เพื่อเน้นวัตถุให้เห็นเด่นชัดในปัจจุบันนิยมใช้แฟลชอิเลคทรอนิคส์ มีอุปกรณ์ เช่น ร่มสะท้อนแสง จานสะท้อนแสง ประตูโคม (Barn doors) กรวยแสง (Snoot) ซึ่งจะให้ความสะดวก สามารถบังคับทิศทางและปริมาณของแสงได้ตามต้องการ

                6. กล้องสำหรับถ่ายภาพหุ่นนิ่ง ถ้าไม่จำเป็นต้องนำภาพไปขยายให้ใหญ่มาก ก็อาจใช้กล้อง ขนาด 35 มม.แต่ถ้าต้องการขยายภาพให้มีขนาดใหญ่ ก็ควรใช้กล้องขนาดกลางที่ใช้ฟิล์มขนาด 4” x 5” กล้องถ่ายภาพต้องตั้งบนขาตั้งกล้องให้มั่นคง เพราะการถ่ายภาพหุ่นนิ่งต้องการภาพที่ละเอียดชัดเจน และชัดลึกจึงต้องเปิดช่องรับแสงให้แคบมาก ๆ เช่น f16 ฉะนั้นความเร็วชัตเตอร์ จะต้องช้ามากเพื่อให้สัมพันธ์กับขนาดช่องรับแสง (สมิทธิ์  สุติบุตร,2544)

 

 

 

ความหมายของสื่อสิ่งพิมพ์

            สื่อสิ่งพิมพ์ ตามความหมายสามัญเข้าใจกันทั่วไป ได้แก่สื่อที่ใช้ติดต่อสื่อสารทำความเข้าใจกันด้วยภาษาเขียน โดยใช้วัสดุกระดาษพิมพ์ออกมาพร้อมกันเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้อ่านได้คราวละมากๆ สื่อสิ่งพิมพ์นั้นอาจออกมาในรูปต่างๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ นิตยสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ ใบปลิว แผ่นพับ หนังสือคู่มือ และโปสเตอร์ เป็นต้นแต่ในความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชอาจเข้าใจเพียงว่าสื่อสิ่งพิมพ์เป็นเพียงสื่อการสอนแบบหนึ่งนอกเหนือจากสื่อวิทยุกระจายเสียง สื่อวิทยุโทรทัศน์และการอสนเสริม โดยการกำหนดว่าสื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อแกนกลาง ได้แก่ เอกสารการสอน แบบฝึกปฏิบัติ หนังสือชุดและเอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้าตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

                ความเข้าใจความหมายของสื่อสิ่งพิมพ์โดยทั่วไปอีกอย่างหนึ่ง เข้าใจเพียงว่าหนังสือพิมพ์และนิตนสารกันระหว่างมนุษย์ เพราะเป็นสิ่งพิมพ์ที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ทำให้ทราบข่าวสารความเป็นไปของบ้านเมืองและเรื่องราวของโลก และช่วยให้มนุษย์รู้จักตัดสินใจในการดำเนินชีวิตจากความรอบรู้ที่ได้มาจากหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่อ่าน แต่ตามความเป็นจริงสื่อสิ่งพิมพ์คือสื่อที่ใช้การพิมพ์เป็นหลัก จึงไม่ได้หมายความเฉพาะแต่หนังสือพิมพ์และนิตยสารเท่านั้นมีความหมายไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ทุกประเภท

                การพิจารณาความหมายของสื่อสิ่งพิมพ์ จะต้องพิจารณาความหมายของคำว่า พิมพ์ ก่อนซึ่งคำนี้ได้มีการบัญญัติไว้ทั้งทางพจนานุกรมและทางกฎหมาย คือ

                1.  ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำว่า พิมพ์ไว้ดังนี้ หมายถึงการใช้เครื่องจักรกดตัวหนังสือหรือภาพ เป็นต้น ให้ติดบนวัตถุเช่น แผ่นกระดาษ ผ้า

                2.  ตามกฎหมาย พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 ให้ความหมายของคำว่า พิมพ์ไว้ดังนี้ หมายถึงการทำให้เป็นตัวหนังสือหรือรูปรอยอย่างใด โดยการกด หรือการใช้พิมพ์หิน เครื่องกล วิชาเคมี หรือวิธีอื่นใดอันเกิดเป็นสิ่งพิมพ์ขึ้นหลายสำเนา

            ในความหมายทางพจนานุกรมก็ดีหรือทางกฎหมายก็ดีจะเห็นได้ว่า คำว่า พิมพ์นั้นไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นการพิมพ์กระดาษ อาจจะใช้วัสดุอื่นพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นผ้า หิน หรือวัสดุอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดสิ่งพิมพ์หลายสำเนา

                ส่วนคำว่า สิ่งพิมพ์นั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานไม่ได้ให้ความหมายไว้แต่พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 บัญญัติว่า สิ่งพิมพ์หมายความว่า สมุด แผ่นกระดาษหรือวัตถุใดๆ ที่พิมพ์ขึ้นมา รวมตลอดทั้งบทเพลง แผนที่ แผนผัง แผนภาพ ภาพวาด ภาพระบายสี ใบประกาศ แผ่นเสียง หรือสิ่งอื่นใดอันมีลักษณะเช่นเดียวกัน

                ในทางบรรณารักษ์ศาสตร์ คำว่า สิ่งพิมพ์หมายถึงวัสดุตีพิมพ์ ได้แก่ สิ่งพิมพ์ที่รวบรวมเป็นเล่มจากการตีพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ เป็นวัสดุเพื่อการอ่านและการศึกษาค้นคว้าต่างๆ ที่ห้องสมุดได้รวบรวม จัดหา จัดเก็บ เพื่อให้บริการในห้องสมุดเป็นวัสดุที่พิมพ์ด้วยกระดาษ มีรูปลักษณะต่างๆกัน ได้แก่ หนังสือ วารสาร หรือนิตยสาร จุลสาร และกฤตภาค

 

ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบและการทำหนังสือ

ลักษณะและสภาพทั่วไปของหนังสือเล่ม

            หนังสือเล่มหมายถึง หนังสือเย็บเล่มทีมีความหนาและขนาดต่างๆ กันตั้งแต่ขนาดเล็กหรือจุลสาร (booklets) ขนาดกระเป๋า (pocketbooks) จนถึงขนาดใหญ่แล้วแต่จะกำหนด ปกที่ใช้จะมีทั้งปกอ่อนและปกแข็ง การออกจำหน่ายเผยแพร่มิได้กำหนดเป็นวาระต่อเนื่องกันไม่มีการออกเป็นรายประจำที่แน่นอนเหมือนหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร หนังสือเล่มส่วนมากจบบริบูรณ์ในตัวเองเล่มเดียวหรือรวมเป็นชุดเป็นเรื่องไป เนื้อหามักเป็นเรื่องเดียวกันทั้งเล่มไม่หลายเรื่องหลายรสหลายแบบ ผู้เขียนมักเป็นคนเดียวกันทั้งเล่ม ไม่จัดเป็นคอลัมน์หรือจัดเป็นหน้าต่างๆ หนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร

                คำว่า หนังสือ (book) เป็นคำที่เรียกวัสดุต่างๆ ที่บันทึกอักขระหรือรอยขีดเขียนอาจหมายถึงแผ่นไม้ไผ่ที่ร้อยรวมกันในประเทศจีนโบราณ หรือแผ่นดินเหนียวในบาบิโลเนียหรือม้วนหญ้าปาปิรัสในอียิปต์  หนังสือที่เรารู้จักในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าสืบสกุลมาจากการบันทึกตัวอักขระบนแผ่นปาปิรัสของอียิปต์ ซึ่งเย็บรวมกันหรือปะติกันแล้วรวมเป็นม้วนๆ หนังสือในลักษณะนี้มีกำเนิดมาก่อนคริสตกาลประมาณ 1,500 ปี

                ในสมัยกรีกและโรมันได้มีการใช้แผ่นหนังสัตว์ตากแห้งแทนแผ่นหญ้าปาปิรัส ซึ่งทำให้ได้หนังสือที่มีลักษณะแข็งแรงทนทานและสะดวกในการใช้งานมากกว่า หนังสือแผ่นหนังสัตว์ (parchment หรือ vellum) ในสมัยก่อนได้ใช้บันทึกข้อเขียนต่างๆ ที่เกี่ยวกับคริสต์ศาสนา กฎหมาย บทกวี และความรู้สึกทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ

                ส่วนศิลปะด้านการพิมพ์ที่มีผลต่อการผลิตสิ่งพิมพ์ต่างๆ นั้นมีกำเนิดขึ้นในประเทศจีน จีนรู้จักแกะสลักตัวหนังสือบนแผ่นหินเรียบๆ และบนแท่นไม้ทำเป็นบล็อก สามารถพิมพ์หนังสือได้ทีละหลายๆชุด วัสดุที่ใช้บันทึกตัวอักขระของจีนเริมตั้งแต่ใช้แผ่นไม้ไผ่ ผ้าไหมจนกระทั่งการทำกระดาษจากวัสดุต่างๆ เช่น เปลือกไม้ เศษผ้าฝ้าย และแหตกปลาเก่าๆ เป็นต้น ต่อมาศิลปะด้านการพิมพ์และการทำกระดาษของจีนได้เผยแพร่ไปยังอาหรับและยุโรปในราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 8                สำหรับระบบการพิมพ์สมัยใหม่นั้น ช่างทองชาวเยอรมันชื่อ โยฮัน กูเตนเบิร์ก ได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดระบบการเรียงพิมพ์และการพิมพ์ที่มีลักษณะสะดวกต่อการใช้งานได้เป็นคนแรกของโลก หนังสือเล่มแรกที่พิมพ์โดยระบบใหม่นี้คือ หนังสือไบเบิล พิมพ์เมื่อพ.ศ. 1998 จากการค้นคิดระบบการพิมพ์ของกูเตนเบิร์กได้ทำให้

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ความรู้เกี่ยวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(เอกสาร) คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s