ความรู้เกี่ยวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(ต่อ) 4

ความรู้เกี่ยวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(ต่อ) 4

 

เทคโนโลยีด้านการพิมพ์แพร่หลาย และวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนในปัจจุบันสามารถพิมพ์หนังสือต่างๆ ได้เป็นจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยราคาที่ไม่สูงนัก

                หนังสือเล่ม (books) ที่เราพบเห็นกันอยู่ทั่วไปนั้น นักวิชาการบางคนจัดเป็นสื่อมวลชนประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ และภาพยนตร์ ทั้งนี้โดยมีความเห็นว่าขั้นตอนของการผลิตสารเช่น การเขียน การบรรณาธิการ การออกแบบ การจัดหน้าตลอดจนการพิมพ์มีลักษณะเช่นเดียวกันกับหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร นอกจากนั้นการจำหน่ายเผยแพร่ก็มุ่งถึงผู้อ่านจำนวนมากเช่นกัน อย่างไรก็ดีนักวิชาการบางคนก็ไม่ยอมรับว่าหนังสือเล่มเป็นสื่อมวลชน เพราะหนังสือเล่มส่วนใหญ่เข้าถึงผู้สนใจเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ไม่เหมือนกับหนังสือพิมพ์ทั่วไปที่แพร่หลายถึงผู้อ่านทั่วไปกว้างขวามกว่า เช่น ตำราเรียนที่อ่านกันเฉพาะนักเรียน นักศึกษา และครูบาอาจารย์เป็นส่วนใหญ่ นวนิยายก็อ่านกันเฉพาะผู้สนใจซื้อเท่านั้นหนังสือเด็กก็นิยมกันเฉพาะในกลุ่มเด็กกลุ่มเดียว

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาการเผยแพร่ของข่าวสารต่อชิ้นแล้วนับว่าหนังสือเผยแพร่ถึงผู้รับในอัตราที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสื่อหนังสือพิมพ์หรือวิทยุโทรทัศน์ ในสหรัฐอเมริกาหนังสือที่ขายดีที่สุดยังขายไม่เกิน 2 ล้านเล่ม ในขณะที่รายการโทรทัศน์ดีๆ มีคนชมมากกว่า 20 ล้านคน ในเมืองไทยก็เช่นเดียวกันหนังสือขายดีอย่างมากก็ไม่กี่หมื่นเล่ม ในขณะที่หนังสือพิมพ์จำหน่ายได้เป็นแสนต่อฉบับ และรายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ บางรายการมีคนฟังและชมนับล้านคนพร้อมกัน ถ้ามองในแง่บทบาทหน้าที่ในการให้ความบันเทิงเท่านั้นหรือบางเล่มก็มุ่งให้ความรู้ทางด้านเดียว ในขณะที่หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารมักจะมีบทบาทหน้าที่ในหลายๆด้านพร้อมกันเช่น แจ้งข่าวสาร ให้ความรู้ แสดงความคิดเห็น ให้ความบันเทิงและเป็นสื่อธุรกิจ เป็นต้น

                แม้จะมีความคิดเห็นแตกต่างกันในเรื่องที่ว่าหนังสือเล่มเป็นสื่อมวลชนหรือไม่ก็ตามแต่ความจริงอันหนึ่งที่ทุกคนยอมรับก็คือ หนังสือมีบทบาทอย่างมากต่อความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ชาติ หนังสือเป็นสื่อที่สืบทอดความรู้ทางวิทยาการตลอดจนศิลปวัฒนรรมของมนุษย์จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งไม่ให้หมดสิ้นสูญหาย หนังสือนอกจากเป็นสื่อดังกล่าวแล้วยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของสังคมมนุษย์ด้วย มนุษย์เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากหนังสือ แม้ว่าหนังสือจะเป็นสื่อที่ทันเวลาทันเหตุการณ์น้อยกว่าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารก็ตาม แต่หนังสือมักจะมีอายุยืนนานกว่าและอ่านได้ทุกกาลเวลาไม่ล้าสมัย

                ในปัจจุบันนี้ตลาดหนังสือทั่งโลกกำลังขยายตัวเพราะมีคนอ่านหนังสือมากขึ้น แม้ว่าจะมีวิกฤตการณ์เรืองกระดาษพิมพ์ขึ้นราคา ทำให้ต้นทุนราคาหนังสือสูงขึ้นตาม แต่จำนวนผู้อ่านก็ไม่ลดลง ในเมืองไทยมีสำนักพิมพ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง พิมพ์หนังสือประเภทต่างๆ ออกตำหน่ายมากมายับไม่ถ้วน สำนักพิมพ์เก่าแก่ที่แฟนที่แฟนหนังสือรู้จักกันดี เช่น บรรณกิจ ประพันธ์สาส์น  ผ่านฟ้าวิทยา โอเดียนสโตร์ ยังคงผลิตหนังสือต่างๆ ออกมาให้อ่านกันอยู่เสมอ ส่วนสำนักพิมพ์ที่พิมพ์ตำราเรียนต่างๆ ที่นักเรียนนิสิตนักศึกษารู้จักกันดีก็ได้แก่ คุรุสภา ไทยวัฒนาพานิช วัฒนาพานิช อักษรเจริญเจริญทัศน์ ธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์เป็นต้น สำหรับสำนักพิมพ์ต่างๆนั้นได้แก่ ศึกษิตสยาม เคล็ดไทย ดวงกมล ธนบรรณ มติชน การเวก ปิยะศาส์น ทานตะวัน เทียนวรรณ ดวงดาว จตุจักร ต้นหมาก ต่วย ตูน ฯลน บางสำนักพิมพ์ก็เน้นหนังสือประเทืองปัญญา บางสำนักพิมพ์ก็ผลิตแต่หนังสือแปล และบางสำนักพิมพ์เฉพาะหนังสือที่ให้ความรู้หรือแนะแนวทางไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจด้านต่างๆ แตกต่างกันไป

ประเภทหนังสือเล่ม

            หนังสือเล่มทั่วไปสามารถแยกแยะเป็นประเภทต่างๆ ได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายในการแบ่งประเภท โดยทั่วไปอาจกล่าวได้ว่าหนังสือเล่มแบ่งได้ตามลักษณะเนื้อหา ตามวัตถุประสงค์การใช้ ตามวิธีการเขียน และตามลักษณะรูปเล่ม

1.  การแบ่งตามลักษณะเนื้อหา

                การแบ่งตามลักษณะเนื้อหานี้สามารถแบ่งได้หลายวิธี คือ

                1.1  หนังสือนวนิยายและไม่ใช่นวนิยาย (fiction and non- fiction) หนังสือนวนิยายนั้นหมายถึง หนังสืที่แต่งขึ้นมาโดยผู้ประพันพ์หรือนักเขียน อาจจะจะแต่งขึ้นมาจากจินตนาการหรือประสบการณ์ของตนเอง หรือจากเรื่องจริงที่ผู้ประพันธ์นำมาเป็นเค้าโครงเรื่องในการเขียนเป็นนวนิยาย นวนิยายอาจจะเขียนเป็นเรื่องยาวหรือเรื่องสั้นก็ได้

                       สำหรับหนังสือที่ไม่ใช้นวนิยายนั้นได้แก่หนังสือความรู้ ความคิดเห็น สารคดี ตลอดจนตำราเรียนต่างๆ

                1.2  หนังสือเรียนและหนังสือจำหน่ายทั่วไป (textbooks and trade books) หนังสือเรียนหมายถึงหนังสือที่ใช้ประกอบการเรียนในวิชาต่างๆ ทุกระดับชั้น ปกติหนังสือเรียนแบบเรียนหรือตำราเรียนจะมีจำนวนขายหรือจำนวนผู้อ่านค่อนข้างแน่นอนกว่าหนังสือประเภทอื่น เพราะมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนคือนักเรียน นิสิต  นักศึกษา และครูบาอาจารย์โรงพิมพ์คุรุสภาซึ่งเป็นโรงพิมพ์ตำราเรียนหรือแบบเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของไทยพิมพ์หนังสือเหล่านี้ประมาณปีละ 30-40 ล้านเล่ม ส่วนโรงพิมพ์อื่นๆ ที่มีส่วนในการพิมพ์หนังสือประเภทนี้ด้วย ได้แก่ โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช และโรงพิมพ์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้น

                        สำหรับหนังสือประเภทจำหน่ายทั่วไปนั้นมีเนื้อหาและวัตถุประสงค์แตกต่างไปจากหนังสือเรียน มีความหมายถึงเนื้อหาประเภทนวนิยายและประเภทที่ไม่ใช่นวนิยาย มีความแตกต่างไปจากหนังสือในแง่ที่ว่ามุ่งจำหน่ายใช้กับผู้อ่านทั่วไปทุกระดับชั้น มิใช่จำเพาะเจาะจงเฉพาะกลุ่มนิสิตนักศึกษา หรือครูบาอาจารย์เหมือนกับหนังสือเรียนในแง่ที่มุ่งจำหน่ายให้กับผู้อ่านทั่วไปทุกระดับชั้น มิใช่จำเพาะเจาะจงเฉพาะกลุ่มนักเรียนนิสิตนักศึกษาหรือครูบาอาจารย์เหมือนกับหนังสือเรียน

                นอกจากการแบ่งประเภทหนังสือตามลักษณะเนื้อหา 2 วิธีที่กล่าวมาแล้วนี้เราก็อาจจะแบ่งย่อยๆ ลงไปได้อีกตามความต้องการโดยไม่มีหลักเกณฑ์อะไรตายตัว เช่น แบ่งเป็นหนังสือนิยาย หนังสือวิชาการ หนังสือวิชาชีพ หนังสือสารคดี หนังสือประเทืองปัญญาความคิด หนังสือบันเทิงเริงรมย์ หนังสือเพลง หนังสือบทกวีบทละคร หนังสือการ์ตูน เป็นต้น

2.  การแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้

                ที่จริงการแบ่งหนังสือเล่มเป็นหนังสือเรียนและหนังสือจำหน่ายทั่วไปก็เป็นการแบ่งประเภทหนังสือตามวัตถุประสงค์ในการใช้ประการหนึ่งเหมือนกันหนังสือเรียนก็ใช้อ่านประกอบการเรียน ส่วนหนังสืออื่นๆ ก็ใช้อ่านทั่วไป อาจจะอ่านเพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจหรืออ่านเล่นๆเพื่อฆ่าเวลาหรือเพื่อบันเทิงเริงใจก็ได้

                ในที่นี้จะกล่าวถึงการแบ่งประเภทหนังสือตามวัตถุประสงค์ในการใช้ตามหลักของบรรณารักษ์ศาสตร์เท่านั้น ซึ่งวัตถุประสงค์ที่สำคัญก็เพื่อความสะดวกในการจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ และเพื่อความสะดวกในการค้นหาและหยิบยืมมาใช้เพื่อการศึกษาวิจัยอ้างอิงหรือเพื่อจุดประสงค์อื่นๆ

                สางพิมพ์ในห้องสมุดอาจแยกออกได้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้คือ หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ จุลสาร กฤตภาค และยังรวมถึงแผนที่และภาพประกอบต่างๆนี้ด้วย

                สำหรับหนังสือได้จัดแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

                2.1  หนังสือทั่วไป ได้แก่ ตำรา หนังสืออ่านประกอบการเรียน หนังสือวิชาการ สารคดี บันเทิง หนังสืออนุสรณ์ สิ่งพิมพ์รัฐบาลฯลฯ

                2.2  หนังสืออ้างอิง (reference book) คือ หนังสือที่รวบรวมข้อเท็จจริงต่างๆ ผู้ใช้อ่านเฉพาะบางตอนเพื่อค้นหาความหมายหรือข้อเท็จจริงที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งเล่ม เช่น พจนานุกรม สารานุกรม นามานุกรม และบรรณานุกรม เป็นต้น

                2.3  วิทยานิพนธ์ (thesis) เป็นรายงานการค้นคว้าวิจัยที่เรียบเรียงขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ของนิสิตปริญญาโทหรือปริญญาเอก หรือปริญญาบางสาขา เป็นโครงการที่นิสิตจะต้องทำก่อนสำเร็จการศึกษา ตามข้อบังคับของหลักสูตรปริญญาต่างๆ

                2.4  หนังสือจอง (reserve books) ในห้องสมุดจะแยกหนังสือส่วนหนึ่งซึ่งเป็นหนังสือหายาก ราคาแพง หรือมีจำนวนน้อยไว้เป็นหนังสือจอง ผู้อ่านจะยืมอ่านได้ในเวลาสั้นๆ อาจจะเพียงวันเดียวหรือน้อยกว่านั้น

3.  การแบ่งตามวิธีการเขียน

                การแบ่งประเภทหนังสือตามลักษณะการเขียนหรือการประพันธ์นั้น แบ่งได้เป็น 2 ประเภทกว้างๆคือ

                3.1  หนังสือประเภทร้อยแก้ว (prose) เป็นการเขียนในลักษณะความเรียงไม่บังคับในเรื่องฉันทลักษณ์ หรือแบบแผนของกาพย์กลอนแต่อย่างใด หนังสือทั่วไปมักจะเป็นประเภทร้อยแก้ว

                3.2  หนังสือประเภทร้อยกรอง (poetry หรือ verse) เป็นการเขียนโครง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย กลบท ลิลิต ซึ่งจะต้องเป็นไปตามแบบแผนบังคับของฉันทลักษณ์ ในเรื่องของจำนวนในแต่ละบท การสัมผัส เสียงหนักเบา วรรณยุกต์ และคำครุ ลหุ เป็นต้น บทเพลง บทเสภาขับร้องต่างๆ ก็จัดอยู่ในประเภทนี้

                หนังสือการ์ตูน (comic books) ก็จัดเป็นหนังสืออีกประเภทหนึ่งที่แตกต่างจากหนังสืออื่นๆ ตามลักษณะการเขียนหรือการถ่ายทอด คือแทนที่จะเขียนเป็นตัวหนังสือเพื่อถ่ายทอดเรื่องราต่างๆ กลับใช้ภาพวาดหรือภาพการ์ตูนเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเรื่องราว อย่างไรก็ดีลำพังภาพวาดอย่างเดียวไม่สามารถจะอธิบายเรื่องราวได้อย่างชัดเจน จึงต้องมีตัวหนังสือประกอบการ์ตูนด้วยซึ่งสาวนมากมักจะเขียนเป็นบทสนทนาหรือเป็นการบรรยายเรื่องราวหนังสือการ์ตูนได้ยอมรับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ปัจจุบันได้มี หนังสือภาพ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับหนังสือการ์ตูนแต่ใช้ภาพถ่ายแทนภาพวาด แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนักเพราะการผลิตมีความยุ่งยากว่า และไม่สามารถที่จะสร้างความสนุกสนานบันเทิงได้ดีกว่าหนังสือการ์ตูน

4.  การแบ่งลักษณะรูปเล่ม

                การแบ่งหรือเรียกชื่อหนังสือประเภทต่างๆโดยคำนึงถึงรูปเล่มเป็นเกณฑ์ มีประเภทต่างๆ ดังนี้

                4.1  หนังสือปกแข็ง (hardcover books) เป็นการจำแนกหนังสือโดยดูลักษณะปกหนังสือถ้าใช้กระดาษแข็งที่ไม่สามารถโค้งงอได้ง่ายๆ (บางทีก็หุ้มด้วยผ้าหรือวัสดุอื่น) เป็นปก เราก็เรียกว่าหนังสือปกแข็ง ปกติหนังสือปกแข็งมักจะเป็นพวกนวนิยายเรื่องราว ตำราเรียนเล่มหนาๆและหนังสืออ้างอิงต่างๆ

                4.2  หนังสือปกอ่อน (paperbacks) เป็นหนังสือที่หุ้มปกด้วยกระดาษหนาขนาดกระดาษโปสการ์ดที่เห็นโดยทั่วไป เราเรียกว่าปกอ่อนโดยโค้งงอหักได้ง่าย ตำราเรียนต่างประเทศมักจะพิมพ์โดยหุ้มทั้งปกแข็งและปกอ่อน ปกแข็งจะแข็งแรงทนทานกว่าแต่ราคาแพงกว่าส่วนปกอ่อนทนทานน้อยกว่าแต่ราคาถูก

                        หนังสือปกอ่อนที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากในวงการหนังสือในยุคปัจจุบันคือ หนังสือขนาดกระเป๋าที่เราเรียกว่า พ็อคเก็ตบุ๊ค (pocket books) หนังสือขนาดกระเป๋านี้มีจำนวนจำหน่ายสูงเพราะราคาถูกกว่าหนังสือปกแข็งหรือปกอ่อนขนาดอื่น ผู้อ่านสามารถหาซื้อได้แทบทุกหนทุกแห่งไม่จำเป็นต้องร้านหนังสือ หนังสือขนาดกระเป๋านี้สามารถวางขายตามแผงข้างถนนในซูเปอร์มาร์เก็ต ในร้านค้าอื่นๆ หรือตามสถานีรถไฟ สถานีขนส่งรถยนต์ สนามบิน หรือแม้แต่ตามป้ายรถโดยสารประจำทาง และทางเท้าริมถนน จากการที่หนังสือประเภทนี้มีขนาดเล็กวางขายได้ทั่วไป หยิบซื้อถือไปอ่านได้ทุกโอกาสทุกสถานที่ ประกอบกับรูปเล่มที่สะดุดตาเนื้อหามายาวนักและราคาถูกจึงมีผู้นิยมซื้ออ่านกันมาก และขายดีกว่าหนังสือขนาดอื่นๆในตลาดหนังสือทั่วไป

                        หนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ค ส่วนมากจะเป็นหนังสือประเภทเรื่องสั้น สารคดีความรู้ความคิดและบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ

                4.3  จุลสาร (pamphlets or booklets) หมายถึงหนังสือเล่มเล็กขนาดประมาณ 6 นิ้วคูณ 8 นิ้ว หรือเล็กกว่า ขนาดบางๆเพียงไม่กี่หน้า เย็บด้วยปกอ่อนบางๆ รูปเล่มไม่แข็งแรงทนทานส่วนมากไม่ได้พิมพ์เพื่อจำหน่าย มักจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะกิจ เช่น เพื่อเผยแพร่เรื่องราวความรู้สั้นๆ เพื่อการประชาสัมพันธ์หรือเพื่อการศึกษา

                        การจัดประเภทหนังสือต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นนี้ช่วยให้นักศึกษาสามารถจำแนกแยกแยะหรือจัดหมวดหมู่ประเภทหนังสือต่างๆได้ และช่วยให้สะดวกในการเรียกชื่อด้วยหลักเกณฑ์ในการแบ่งประเภทนั้นสามารถใช้ได้หลายวิธีไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวเสมอไป(สุโขทัยธรรมมาธิราช มหาวิทยาลัย,2533)

 

ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบไปรษณียบัตร (POST CARD)

                ไปรษณียบัตรนับเป็นสิ่งพิมพ์ที่มีศักยภาพสูงมาก  หากนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการส่งเสริมการขาย  ทั้งนี้เพราะไปรษณียบัตรสามารถบรรจุสื่อ  ทั้งในส่วนของภาพและถ้อยคำได้ในเวลาเดียวกันอีกทั้งยังสะดวกในการจัดส่งไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรงในระบบไปรษณีย์ซึ่งเป็นการประหยัดกว่าการจัดส่งโดยทางจดหมาย

                โปสการ์ดเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้  จะเห็นได้จากเป็นของสะสมชิ้นใหม่ที่ไม่ต้องลงทุนอะไร หรือที่เรียกว่า (FREE POSTCARD)  ซึ่งจะวางได้ตามจุดของร้านค้าต่างๆ ในห้างสรรพสินค้า หรือร้านอาหารทั่วไป  มีการออกแบบที่สวยงาม  สะดุดตาและน่าสนใจทั้งยังใช้ประโยชน์ในการส่งข้อความให้กันได้อีกด้วย

                บัตรหรือการ์ดต่างๆ รวมทั้งจดหมาย  เป็นสิ่งพิมพ์แผ่นเดียวกัน  ขนาดเล็ก 4 x 6 นิ้ว และสามารถพิมพ์บนวัสดุต่างๆ ทั้งในกระดาษ และพลาสติก  ถ้าเป็นบัตรเชิญนักออกแบบต้องเน้นความแปลกใหม่  เพื่อให้ผู้รับเชิญอยากมาสัมผัส  การ์ดนอกจากจะใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์แล้ว  ยังมีการออกแบบให้ใช้กับเครื่องกลต่างๆ ได้ เช่น บัตรเอทีเอ็ม และบัตรเครดิตต่างๆ เป็นต้น  บางครั้งมีการพิมพ์นูน เพื่อยากแก่การปลอมแปลง  เนื่องจากมีขนาดเล็ก  การจัดวางภาพประกอบ  โลโก้  ข้อความต่างๆ จึงต้องกะทัดรัดมากกว่าสิ่งพิมพ์ชนิดอื่น

วัสดุและเครื่องมือสำหรับงานออกแบบ

                การสร้างสรรค์งานให้ได้คุณภาพ มีความสวยงามและเกิดประสิทธิผลตามเจตนารมณ์ของงานออกแบบ  ย่อมจักต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการด้วยกัน  ไม่เพียงแต่เฉพาะความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ หรือความเจนจัดของนักออกแบบหรือศิลปินผู้เขียนภาพเท่านั้น  งานแต่ละชิ้นกว่าจะสำเร็จลุล่วงได้ต้องอาศัยกระบวนการสร้างสรรค์หลายขั้นตอน และแต่ละขั้นตอนที่ผู้ผลิตผลงานต้องมีความรู้  ความเข้าใจที่จะกำหนดหรือเลือกใช้วัสดุให้ได้อย่างเหมาะสม  องค์ประกอบดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้นักออกแบบได้รับผลงานอันทรงคุณค่า  ประหยัดค่าใช้จ่าย และสวยงาม  ศิลปินหรือ       ดีไซเนอร์ที่รู้จักใช้วัสดุ  รู้จักใช้เครื่องมือได้อย่างคล่องแคล่วแม่นยำก็สามารถสร้างสรรค์งานต้นแบบได้อย่างประณีต และน่าสนใจ  จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีวัสดุ  มีเครื่องมือเครื่องใช้  เครื่องอำนวยความสะดวกวัสดุแปลกใหม่  ตลอดจนเทคนิคและวิธีการต่างๆ ในการผลิตงานสามารถตอบสนองการเรียกหาได้ทุกกรณี

                วัสดุและเครื่องมือที่จำเป็นมากที่นักสร้างสรรค์ควรรู้จักและสามารถนำไปใช้ได้เป็นอย่างดี ได้แก่

                1.  กระดาษ  กระดาษเป็นวัสดุเบื้องต้นที่มีความจำเป็นมากที่สุดของการทำงานออกแบบกราฟิก  ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สูง  งานออกแบบสร้างสรรค์และการผลิตกระดาษชนิดต่างๆ ทำให้มีกระดาษแปลกๆ สำหรับรองรับการสร้างสรรค์งานของนักออกแบบที่จะเลือกนำไปใช้ตามต้องการ  การรู้จักคุณสมบัติของกระดาษจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างสรรค์ผลงานให้ได้คุณภาพสูงสุด  กระดาษที่มีอยู่ตามท้องตลาดมีลักษณะเฉพาะคุณสมบัติและคุณสมบัติที่โดดเด่นแตกต่างกันไปดังนี้

ชนิดของกระดาษ

            กระดาษที่ใช้ในงานออกแบบและใช้ในงานพิมพ์  แบ่งได้ตามลักษณะการผลิตเป็น 2 ชนิด คือ

                1.  กระดาษเคลือบผิว (Coated Paper)  โดยทั่วๆ ไปมักจะเรียกกันว่ากระดาษอาร์ต  มีเนื้อกระดาษที่ขาวและผิวเรียบ  เนื่องจากถูกเคลือบด้วยสารเคลือบผิวให้มีความเรียบ เนื่องจากถูกเคลือบด้วยสารเคลือบผิวมีทั้งชนิดมันและเคลือบผิวด้าน  กระดาษอาร์ตที่มีการผลิตจำหน่ายในท้องตลาดจะมีความหนาตั้งแต่ 80 กรัมต่อตารางเมตร ถึงขนาด 350 กรัมต่อตารางเมตร และมีทั้งเคลือบผิวหน้าเดียวและการเคลือบผิวทั้งสองหน้า  ปัจจุบันการผลิตกระดาษอาร์ตที่ปั้นเป็นลวดลายต่างๆ เช่น  เป็นลายผ้า  ลายหนัง  ลายเม็ดทราย  ลายไม้ ฯลฯ

                2.  กระดาษไม่เคลือบผิว (Uncoated Paper)  การที่กระดาษประเภทนี้ไม่ได้มีการเคลือบสารเคมีที่ผิว จึงทำให้ผิวของกระดาษมีความเรียบน้อยกว่ากระดาษที่มีการเคลือบผิว  มีการผลิตกระดาษประเภทนี้จำนวนมากมายหลายชนิดแตกต่างกันไปตามวิธีการผลิต  ได้แก่

                                2.1  กระดาษการ์ด  เป็นกระดาษที่มีราคาถูก เนื้อของกระดาษทั่วๆ ไปจึงมีความหนาตั้งแต่ 100 กรัมขึ้นไป  มีผิวเนื้อละเอียดเรียบเหมาะสำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรงและทนทานมากกว่ากระดาษธรรมดา  เช่น  การทำปกหนังสือ  แผ่นโปสเตอร์โฆษณา  แผ่นพับ  ทำกล่องบรรจุภัณฑ์  เป็นต้น  สามารถเลือกใช้ขนาดความหนาได้ตามต้องการ

                                2.2  กระดาษปรู๊ฟ  เป็นกระดาษที่มีราคาถูก  เนื้อของกระดาษสีไม่ขาวเหมือนกระดาษปอนด์  เมื่อเก็บไว้นานๆ สีจะค่อยๆ เหลือง และเหลืองเข้มขึ้นและจะกรอบแตก  ปัจจุบันมีการผลิตขึ้นมาจำหน่ายทั้งกระดาษปรู๊ฟผิวธรรมดาและปรู๊ฟผิวมันขนาดที่ใช้กันโดยทั่วไปจะเป็นขนาด 48 กรัมต่อตารางเมตร

                                2.3  กระดาษแอร์เมล์  นิยมใช้เป็นกระดาษจดหมายและงานสิ่งพิมพ์บางประเภท มีขนาดบาง  มีความหนาประมาณ 28-32 กรัมต่อตารางเมตร  ปัจจุบันมีการผลิตกระดาษแอร์เมล์หลายแบบ สวยงามให้เลือกใช้ได้อย่างกว้างขวาง

กรรมวิธีการพิมพ์สกรีน (SCREEN PRINTING PROCESS)

                ขั้นตอนการพิมพ์สกรีนลงบนชิ้นงานหรือวัสดุใช้พิมพ์จำเป็นต้องอาศัยการพิมพ์ด้วยมือ หรือเครื่องพิมพ์สกรีนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง  โดยการพิมพ์ทั้ง 2 รูปแบบจะทำให้ผลงานพิมพ์ที่ได้มีความแตกต่างกันในด้านคุณภาพและปริมาณ  ทั้งนี้การเลือกใช้รูปแบบการพิมพ์จึงขึ้นอยู่กับผู้พิมพ์และชิ้นงานที่ต้องการพิมพ์  ซึ่งโดยทั่วไปชิ้นงานหรือวัสดุใช้พิมพ์จะเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการเลือกรูปแบบการพิมพ์

ชิ้นงานหรือวัสดุใช้พิมพ์

            วัสดุใช้พิมพ์เป็นปัจจัยเบื้องต้นในการเลือกรูปแบบของการพิมพ์ด้วยมือ หรือเครื่องพิมพ์ สกรีนต่างๆ โดยต้องคำนึงถึงลักษณะและองค์ประกอบของวัสดุใช้พิมพ์  อันได้แก่

                1.  ประเภทของวัสดุใช้พิมพ์  สิ่งที่ต้องคำนึงในการพิมพ์เป็นลำดับแรก คือ ต้องการพิมพ์วัสดุประเภทใด  ซึ่งได้แก่  กระดาษ  ผ้า  พลาสติก  ไม้  โลหะ  แก้ว  เซรามิค  เป็นต้น  วัสดุแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน  โดยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  มีการคิดค้นและพัฒนาวัสดุประเภทต่างๆ มากขึ้น  ทั้งนี้เทคโนโลยีในการพิมพ์สกรีนที่สามารถพิมพ์บนวัสดุเหล่านั้นได้ก็มีการพัฒนามากขึ้นเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถพิมพ์ได้บนวัสดุทุกประเภท  การพิมพ์สกรีนยังจัดว่าเป็นระบบการพิมพ์ที่สามารถพิมพ์บนวัสดุหลากหลายประเภท

                2.  รูปทรงของวัสดุที่ใช้พิมพ์  รูปทรงที่แตกต่างกันทำให้จำเป็นต้องมีการเลือกใช้รูปแบบโดยทั่วไปสามารถแบ่งเป็น 4 รูปทรง คือ  แผ่นเรียบ  ทรงโค้ง  ทรงกระบอก และทรงกลม ซึ่งผู้พิมพ์ควรพิจารณาว่ารูปทรงของชิ้นงานที่จะพิมพ์นั้นเหมาะสำหรับการพิมพ์ด้วยวิธีการใด  หากไม่สามารถพิมพ์ด้วยเครื่องได้  บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้การพิมพ์ด้วยมือ  นอกจากนี้ผู้พิมพ์ควรจะรู้จักวิธีการประยุกต์ใช้เครื่องพิมพ์ที่มีอยู่สามารถพิมพ์วัสดุได้หลากหลายรูปทรง เช่น  การเปลี่ยนแม่พิมพ์สกรีนที่เป็นแผ่นเรียบ โดยติดตั้งแม่พิมพ์ที่ใช้สำหรับวัสดุทรงโค้งได้ เป็นต้น

                3.  พื้นผิวของวัสดุใช้พิมพ์ ได้แก่ วัสดุพื้นผิวเรียบและพื้นผิวขรุขระ  เครื่องพิมพ์แบบกึ่งอัตโนมัติและอัตโนมัติส่วนใหญ่ไม่สามารถพิมพ์วัสดุที่มีพื้นผิวขรุขระได้

                4.  ขนาดของวัสดุใช้พิมพ์และขนาดของพื้นที่พิมพ์  วัสดุที่ใช้พิมพ์ที่มีขนาดใหญ่มากจะไม่สามารถวางบนเครื่องพิมพ์ได้การพิมพ์ด้วยมือจึงเป็นทางออกสำหรับการพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์สกรีนที่มีขนาดใหญ่มาก เช่น  ป้ายโฆษณา  แผ่นโปสเตอร์ขนาดใหญ่มาก  ผ้าใบ เป็นต้น  สำหรับผ้าผืนและกระดาษม้วนสามารถใช้เครื่องพิมพ์โรตารี่ได้

                5.  จำนวนวัสดุ  หากพิมพ์ชิ้นงานซ้ำๆ กันจำนวนมาก  การเลือกใช้การพิมพ์ด้วยเครื่องจะช่วยประหยัดเวลาในการพิมพ์และทำให้มาตรฐานการพิมพ์ที่ใกล้เคียงกัน

                6.  ความหนาของวัสดุใช้พิมพ์  โดยทั่วไปเครื่องพิมพ์กึ่งอัตโนมัติและอัตโนมัติจะสามารถพิมพ์วัสดุที่มีความหนามากๆ จึงควรอาศัยวิธีการพิมพ์ด้วยมือ

                7.  สภาพของวัสดุใช้พิมพ์  ในที่นี้หมายถึงวัสดุที่มีความแข็งแรง หรืออ่อนตัว  วัสดุใช้พิมพ์สำหรับการพิมพ์สกรีน  ควรจะเป็นวัสดุที่มีสภาพคงตัว คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเมื่อมีแรงกดมิฉะนั้นลวดลายที่เกิดจากการพิมพ์จะไม่ตรงกับแม่พิมพ์สกรีน

                เมื่อทราบถึงองค์ประอบของชิ้นงานแล้วก็สามารถพิจารณาได้ว่าควรใช้การพิมพ์ในรูปแบบใด รวมทั้งสามารถเลือกใช้อุปกรณ์การพิมพ์สกรีนและเครื่องพิมพ์ประเภทต่างๆได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นผู้พิมพ์ที่ดีจึงควรให้ความสำคัญกับองค์ประกอบเหล่านี้อย่างละเอียดและรอบคอบ เพื่อป้องกันการผิดพลาดที่อาจจะเกอดขึ้นกับการเลือกใช้รูปแบบการพิมพ์อุปกรณ์การพิมพ์ที่ไม่เหมาะสมกับการพิมพ์บนวัสดุใช้พิมพ์ที่ต้องการ รวมทั้งผู้พิมพ์ควรจะเรียนรู้เทคนิคในการพิมพ์ต่างๆ เทคนิคในการเลือกและประยุกต์ใช้อุปกรณ์การพิมพ์ พร้อมทั้งสามารถจัดงานกับการพิมพ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะทำให้งานพิมพ์ที่ได้มีคุณภาพและปริมาณตรงตามความต้องการ (นวลน้อย  บุญวงษ์,2539)

 

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ความรู้เกี่ยวกับ ออกแบบนิเทศศิลป์(เอกสาร) คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s